
จะสักกี่ปี'จรัล'ยังแนบนิรันดร์ในใจเรา
จะสักกี่ปี'จรัล'ยังแนบนิรันดร์ในใจเรา : คอลัมน์ท่องไปกับใจตน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล
”...กำเดียวก็มีรถยามาฮ่า ร้อยซาวห้าก๋ายหน้าอ้ายไป น้องได้ยินก็ฟ่างลุกตามไฟ น้องได้ยินก็ฟ่างลุกตามไฟ แล้วเอิ้นออกไป...อ้ายมอเตอร์ไซค์ไปไหนมาเจ้า อ้ายได้ยินยังมาผิดใจแต๊ว่า จะขายนาซื้อคาวาซักกัน พอไปถึงอ้ายจะเบิ้ลน้ำมัน พอไปถึงอ้ายจะเบิ้ลน้ำมัน ฮื่อน้องแก๊นควัน...ตายช่างมันสาวมอเตอร์ไซค์...”
ผมจำได้ดีว่าทั้งเนื้อร้องและทำนองเพลงนี้ ตรึงอยู่ในจิต ติดอยู่ที่ริมฝีปากนานนับปี ก่อนที่บทเพลงจะเป็น “ยานอันวิเศษ” นำพาผมไปเรียนรู้ “คำเมือง” ว่า “ฮื่อน้องแก๊นควัน” นั้นคือคำประชดประเทียดว่าถ้าน้องคลั่งไคล้มอเตอร์ไซค์นัก พี่ก็จักถอยคาวาซากิ มาเบิ้ลน้ำมัน ให้น้องสำลักควันตายกันไปข้างหนึ่ง...(ดีไหม?)
และผมก็ยังจำได้อีกว่า เวลาตามไปฟังคอนเสิร์ตของศิลปินเจ้าของเพลงบทนี้ เขามักมีลูกเล่น เจ็บๆ คันๆ อันสะท้อนความเป็น “นาย” ของภาษา และความสามารถพิเศษ ในการหยิบจับเอา “เทรนด์” (Trend) ของสังคม มาเล่นในบทเพลงได้อย่างทรงพลัง เหมือนนั่งอยู่ในใจคนฟัง ตั้งแต่คำว่า “อินเทรนด์” ยังไม่เกร่อ ทำให้เพลงฮิตบทเดิมๆ นั่นแหละ ได้รสชาติใหม่ไปอีกแบบ อย่าง...กำเดียวก็มีรถซูซูกิ คอสั้นกิ๊งิ ก๋ายหน้าอ้ายไป... ซึ่งจะฟังเล่น ฟังเพลินไปกับคำคล้องจองสนุกๆ หรือจะ “ฟังเอาเรื่อง” ด้วยการนำเพลงไปต่อยอดความรู้ใหม่ ได้ว่า “กิ๊” ในคำเมือง หรือภาษาเหนือนั้นแปลว่าสั้น ครั้นเติม “งิ” เข้าไปอีก ก็แปลว่ายิ่งสั้นมากถึงสั้นที่สุด
แล้วศิลปินหนุ่มขี้เล่นคนเดียวกันนี้ ยังรังสรรค์เพลงชีวิตในแนว “บัลลาด” (Ballad) แบบฝรั่ง ได้ทั้งความไพเราะ และความซาบซึ้ง กินใจ ชนิดที่หากนึกภาพตามแล้วพลันน้ำตาไหลพรากได้ไม่รู้เนื้อรู้ตัว กับเรื่องราวชีวิตของ “...อุ้ยคำคนแก่ ท่าทางใจ๋ดี ลูกผัวบ่มี เป็นดีเอ็นดูล้ำ แลงนี้แดดอ่อน บ่หันอุ้ยคำ เกยมาประจำ อุ้ยคำ ไปไหน หมู่ผักบุ้ง ยอดซม เซาซบ บ่ไหว เป็นจะใด ไปแล้ว อุ้ยคำ ฟ้ามืดมัวหม่น เมฆฝนครึ้มดำ เสียงพระอ่านธรรม ขออุ้ยคำ ไปดี...” ทำให้เกิดบทบันทึกว่า ไม่มีสักครั้ง ที่ศิลปินหนุ่มอยู่บนเวทีแล้วไม่ได้ร้องอุ้ยคำ และไม่มีสักครั้ง ที่เขาจะไม่พูดสื่อสารไปถึงคนฟังว่า...กลับบ้านไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ ไปเยี่ยมอุ้ยที่บ้านเน้อ” (มานิด อัชวงศ์, หนังสือ “ซึงสุดท้าย”)
กระทั่ง เรื่องจริงดั่งนิยายรักของราชนิกุลหนุ่มกับสาวขายบุหรี่ขี้โยเมืองพม่า (หรือว่า มอญ?) ที่กลายเป็น “ตำนานร้อน” สอนหนุ่มเมืองเหนือให้ชั่งใจ หากคิดจะได้มอญ-พม่ามาเป็นเมีย ก็ถูกศิลปินหนุ่มนำมารังสรรค์เป็นเพลงตรึงใจ นำพาให้ได้กลับไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์สยาม-ล้านนา และพม่า ในยุคเจ้าอาณานิคมอังกฤษครองเมือง เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ว่าแท้ที่จริงเป็นชนวนเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมรักมะเมียะ กับเจ้าน้อยสุขเกษม เพราะในขณะที่ราชสำนักเชียงใหม่มึนงงว่าเจ้าชายนำ “ใคร” ติดสอยห้อยตามมาด้วย ภายหลังเรียนจบจากมะละแหม่งแล้ว
ทว่า สายตาที่เพ่งมองมาจากศูนย์กลางแห่งอำนาจ ณ กรุงรัตนโกสินทร์ยามนั้น คือความหวาดระแวงว่า “ใคร” คนนั้น อาจเป็น “สาย” ที่อังกฤษส่งมาสืบเรื่อง “ลับ” กลับไปเป็นแนวทางสู่การ “ฮุบ” ดินแดนล้านนาอันมั่งคั่งด้วยทรัพยากรป่าไม้ จนกลายเป็นภาพรันทด ณ ประตูหายยา หนึ่งในประตูเมืองเชียงใหม่ ที่เล่าขานกันแบบปากต่อปาก เสียจนเหมือนคนเชียงใหม่ทั้งเมือง ได้เห็นกับตาตนเองว่า...
“...เจ้าชายเป็นราชบุตร แต่สุดที่รักเป็นพม่า ผิดประเพณีสืบมา ต้องร้างราแย่งทาง โอ้ โอ๊ ก็เมื่อวันนั้นวันที่ต้องส่งคืนบ้านนาง เจ้าชายก็จั๊ดขบวนจ๊าง ไปส่งนางคืนทั้งน้ำต๋า มะเมียะตรอมใจ๋ อาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา สยายผมลงเจ๊ดบาทบาทา ขอลาไปก่อนแล้วจาดนี้..”
การสยายเส้นผมออกมาเช็ดฝ่าเท้าให้คนรัก เป็นวัฒนธรรมการแสดงความเคารพรักสามีของสตรีชาวมอญ พม่า ไทยใหญ่ ล้านนา ในกรณีที่จะแสดงสักการะต่อพระภิกษุสงฆ์ พวกเธอจะก้มศีรษะลงจนหน้าผากจรดพื้น แล้วสยายเส้นผมออก เพื่อปูเป็นพรมให้ศิษย์ตถาคตเดินย่ำไป เกร็ดวัฒนธรรมเช่นนี้ สอดแทรกอยู่ในบทเพลงของศิลปินหนุ่ม ให้ผู้ฟังได้ฟังเพลินไปพร้อมการเรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น คติชนวิทยา กระทั่งภูมิปัญญาด้านโภชนาการ หรืออาหารพื้นเมืองเหนือ ก็ยังปรากฏในเพลงอย่าง “ผักกาดจอ”, “ของกิ๋นคนเมือง” ที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศรู้จักและอยากลิ้มลอง...
“...แกงบะค้อนกล่อม แก๋งอ่อมเครื่องใน แก๋งผักเฮือดลอ อ๋อ ยำหน่อไม้ น้ำเมี่ยงน้ำตับ กั๊บแก๋งฮังเล น้ำพริกอี่เก๋ เฮ้ ยำจิ้นไก่ ลาบงัวตั๋วลาย ลาบควายตั๋วดำ ลาบไก่ยกมา ลาบปลาสร้อยก็ลำก๋า กิ๋นอาหยังระวังพ่อง ลุต๊องจะว่าบ่บอก ส่วนบ้านผมกิ๊กก๊อก ยอกแก๋งโฮะตึงวัน...”
ไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า มี “สหวิทยาการ” หรือความรู้หลากหลายสาขา ซึมซ่านอยู่ในงานเพลงของศิลปินหนุ่มล้านนา นาม “จรัล มโนเพ็ชร” ที่วันนี้ จากไปก็แต่เพียงกาย ทว่า ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมล้ำเลอค่า ในรูปลักษณ์ “เพลงโฟล์กซองคำเมือง” ไว้ให้สังคมไทย
เหนือสิ่งอื่นใด คือเพลงของเขาเป็นภาพสะท้อนความแตกต่างหลากหลายในอัตลักษณ์ไทย ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ เคารพ และให้เกียรติกันและกัน ซึ่งนั่นมิใช่หรือ คือหน่ออ่อนของ “ประชาคมอาเซียน” ที่จะเกิดขึ้น เช่นนี้แล้ว จะสักกี่ปีที่ผ่านไป จรัล มโนเพ็ชร ยังแนบเนาว์อยู่ในใจเราเป็นนิรันดร์
(*19 ตุลาคม ขอเชิญชม “35 ปี โฟล์คซองคำเมือง” คอนเสิร์ต “จรัลในดวงใจ” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมฯ ชม 35 ภาพเขียน 35 ภาพถ่าย แรงบันดาลใจจากบทเพลง จรัล มโนเพ็ชร 35 เพลง ขับร้องโดยศิลปินคุณภาพของประเทศ อาทิ สุนทรี เวชานนท์ ป๊อด โมเดิร์นด็อก, พลพล, บิลลี่ โอแกน, ติ๊ก ชีโร่, ปุ้ม พงษ์พรหม, โอฬาร พรหมใจ, ไข่ มาลีฮวนน่า, ลานนา คัมมินส์, มนต์สิทธิ์ คำสร้อย พร้อมกวีซีไรต์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, จิระนันท์ พิตรปรีชา, ไพวรินทร์ ขาวงาม ฯลฯ ซื้อบัตรได้ที่ โรบินสัน ทุกสาขา หรือโทร.08-1619-8709 (คุณมานิด อัชวงศ์) *รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย นำไปจัดสร้าง "จรัล มิวเซียม
......................................................
(จะสักกี่ปี'จรัล'ยังแนบนิรันดร์ในใจเรา : คอลัมน์ท่องไปกับใจตน : โดย...เรื่องและภาพ...ธีรภาพ โลหิตกุล)



