ไลฟ์สไตล์

"มะเร็งปอด" ผู้ชายตายอันดับหนึ่ง

"มะเร็งปอด" ผู้ชายตายอันดับหนึ่ง

10 ต.ค. 2555

90% ของผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจพบว่าเป็น "มะเร็งปอด" หลังจากมีอาการแล้วจะเสียชีวิตภายในเวลา 1-2 ปี เพราะมะเร็งมักเลยระยะแรกไปแล้ว

 "มะเร็งปอด" ปัจจุบันกลายเป็นมะเร็งที่มีอัตราคร่าชีวิตผู้ป่วยเป็นอันดับหนึ่งของผู้ชายในประเทศไทย และมีแนวโน้มของอัตราผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในผู้หญิง และอาจเป็นอันดับหนึ่งในไม่ช้า
 ความร้ายแรงของมะเร็งปอดอยู่ที่อัตราการเป็นโรคกับอัตราการเสียชีวิตมีตัวเลขที่ใกล้เคียงกันมาก นั่นหมายถึงว่ามีผู้ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ที่รอดจากการเสียชีวิต สาเหตุสำคัญก็คือ มะเร็งปอดมักไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ในระยะแรก ดังนั้นกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวเพราะมีอาการบางอย่าง เช่น ไอเรื้อรัง ไอเป็นเลือด น้ำหนักตัวลดฮวบ หรือหอบเหนื่อย และตัดสินใจไปโรงพยาบาลก็เป็นระยะที่มะเร็งได้แพร่กระจายไปที่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายแล้ว
 ในทางกลับกัน หากพบมะเร็งปอดตั้งแต่ในระยะแรก โอกาสรักษาจนหายขาดได้จะมีสูงถึง 90% เมื่อก่อนตรวจหามะเร็งปอดจะใช้เครื่องเอกซเรย์ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ค่อยไวและไม่ละเอียดเห็นได้ไม่ชัด บางทีจุดเล็กๆ ในปอดก็ถูกมองข้ามไปได้ กว่าจะมองเห็นชัดจริงๆ ก็เมื่อมันใหญ่ขึ้นถึงหนึ่งเซนติเมตรหรือมากกว่า ฉะนั้นเมื่อถึงจุดที่มองเห็นในฟิล์มเอกซเรย์ชัดประมาณ 1 ซม. ก็หมายถึงมันได้มีชีวิตมาแล้ว 75% ของชีวิตมันที่จะฆ่าผู้ป่วย โดยกระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย โอกาสจะรักษาหายก็มีน้อย ถ้าเราสามารถตรวจพบก้อนมะเร็งตอนขนาดยังเล็กอยู่ โอกาสที่จะมีเวลารักษาก็มากขึ้น และหายได้
 ปัจจุบันจึงมีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยเครื่องซีทีสแกน ซึ่งเป็นการถ่ายภาพสามมิติที่มองเห็นได้มากกว่าการถ่ายเอกซเรย์ทั่วไป ทำให้สามารถตรวจหาความผิดปกติได้เร็วกว่า โดยซีทีสแกน จะนำภาพที่ถ่ายด้วยรังสีเอ็กซ์หลายๆ ภาพมาประกอบกัน และสร้างเป็นภาพสามมิติในแนวตัดขวางของร่างกาย จึงทำให้มองเห็นโครงสร้างภายในปอดได้ละเอียด และช่วยในการบอกตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ การพบสิ่งผิดปกติในปอดทุกครั้งอาจไม่ได้หมายถึงมะเร็งเสมอไป
 ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรพิจารณารับการตรวจด้วยตนเอง คือ คนที่สูบบุหรี่หรือมีประวัติสูบบุหรี่ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป รวมถึงคนที่มีบุคคลในครอบครัวสูบบุหรี่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องรับมลภาวะและสารพิษต่างๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะสารจำพวกใยหิน (Asbestos) ก๊าซกัมมันตรังสี (Radon) หรือควันพิษจากรถยนต์ และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
 ในบางครั้งได้มีการพบผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ไม่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ หรืออายุไม่มากนัก หมายความว่ามะเร็งอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน การตัดสินใจเข้ารับการตรวจจึงต้องดูกันเป็นรายๆ ไป ที่สำคัญคือต้องสังเกตตัวเอง หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุ ควรพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพราะไม่มีอาการไอที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใดที่จะเป็นนานกว่า 1-2 เดือน
 ตามสถิติและหลักฐานทางการแพทย์ สาเหตุที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคมะเร็งปอด คือ "การสูบบุหรี่" วิธีป้องกันตนเองให้ไกลจากมะเร็งปอดจึงเป็นเรื่องของการเลิกและแนะนำให้บุคคลใกล้ชิดเลิกสูบบุหรี่ด้วย
 เรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงคือ ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาจนหายขาดแล้ว โอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำอีกจะมีมากกว่าคนที่ยังไม่เคยเป็นมะเร็ง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้บกพร่อง ดังนั้นจึงต้องติดตามผลการรักษาและตรวจสุขภาพอย่างละเอียดทุกๆ 1-2 ปี 
 การได้รู้ว่าตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดเป็นมะเร็ง อาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องร้ายแรง โรคมะเร็งสามารถรักษาได้ถ้าตรวจพบแต่เนิ่นๆ รวมถึงการได้รับการรักษาที่ถูกวิธีและเป็นระบบ
แผนกโรคระบบการหายใจ
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร.0-2667-2867-8