
เหยื่อแฮ็กเกอร์รายต่อไปคือ'ธนาคาร'
กระแสความรุนแรงในการตอบโต้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา และผู้สร้างภาพยนตร์ ดิ อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์
กระแสความรุนแรงในการตอบโต้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา และผู้สร้างภาพยนตร์ ดิ อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิมส์ โดยชาวมุสลิมที่ไม่พอใจต่อทั้งสองฝ่ายได้ขยายวงกว้างจากการประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศต่างๆ ยกระดับไปสู่การโจมตีทำลายหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ (ดังที่เห็นในเมืองเบงกาซี ประเทศลิเบีย) รวมทั้งการโจมตีทางการ "แฮ็ก" โดยแฮ็กเกอร์ด้านมืด ที่พยายามเจาะหรือรบกวนระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์หน่วยราชการสหรัฐอเมริกาเช่น ทำเนียบขาว ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ และโฆษกทำเนียบขาวยอมรับว่ามีการโจมตีดังกล่าวจริง
การโจมตีเพื่อแก้แค้นรัฐบาลสหรัฐอเมริกายังขยายวงกว้างไปยังการก่อกวนระบบคอมพิวเตอร์ของ "ธนาคาร" ชั้นนำในสหรัฐอเมริกา เช่น แบงก์ออฟอเมริกา ซิตี้กรุ๊ป พีเอ็นซี และเจพี มอร์แกน เชส ที่ถูกอาวุธทางไซเบอร์ ที่เรียกว่า "Distributed Denial of Service : DDos) คือการส่งก้อนข้อมูลไปยังระบบคอมพิวเตอร์เป้าหมายเป็นจำนวนมาก จนคอมพิวเตอร์เป้าหมายทำงานล้นเกินความสามารถจนเกิดการรวน หรือแฮงก์ ไม่สามารถทำงานได้ชั่วคราว
โฆษกธนาคารพีเอ็นซี เปิดเผยว่า ในช่วงที่ระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารถูกโจมตีแบบ DDos มีจำนวนข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาในเครือข่ายการสื่อสารของธนาคารสูงถึง 60-65 กิกะบิตต่อวินาที และเชื่อว่า การโจมตีด้วยวิธีนี้เป็นฝีมือของเด็กวัยรุ่นในศาสนาอื่นที่รวมตัวกันโจมตีรัฐบาลสหรัฐผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า กลุ่ม "แฮ็กติวิสท์" หรือ แฮ็กเกอร์ที่มีจุดมุ่งหมายทางการเมือง ที่มักจะโจมตีด้วยการส่งก้อนข้อมูลจำนวนมากไปยังเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์เป้าหมายเพื่อรบกวนระบบ
ต่อกรณีดังกล่าว นายราชา โกปาลากริชนาน ผู้อำนวยการกรุ๊ป แมเนจิ้ง ประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท เอฟไอเอส จำกัด ผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านการธนาคารและระบบการชำระเงินชั้นนำของโลก ให้ความเห็นว่า ธนาคารทั่วโลกมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มมากขึ้นจากการขยายตัวของระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การขยายตัวของประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และเชื่อว่าจะทำให้ธนาคารมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยจากการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้นในอนาคต ซึ่งเอฟไอเอสในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านการธนาคารก็เตรียมความพร้อมต่อกระแสการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นในโลก และได้จัดทำโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยให้แก่ธนาคารที่เป็นลูกค้าไว้เลือกใช้งาน
นายราชา ยังมองด้วยว่า ในอนาคตหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ไทยจะเป็นผู้นำในกลุ่มเทคโนโลยีธนาคารในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหมายรวมไปถึงการพัฒนาใช้เทคโนโลยีการให้บริการด้านธุรกรรมการเงินรูปแบบใหม่ๆ และธนาคารต่างๆ ในประเทศต้องมีการเตรียมความพร้อมในทุกด้านรวมทั้งด้านการรักษาความปลอดภัยที่เอฟไอเอสให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการให้บริการลูกค้าธนาคาร
ผู้อำนวยการกรุ๊ปแมเนจิ้งของเอฟไอเอส ยังกล่าวด้วยว่าเทคโนโลยีดิจิตอล วอลเล็ท หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นเทคโนโลยีด้านการทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่โดยผู้ใช้ไม่ต้องพกพาเงินสด หรือ บัตรเครดิต นั้น สามารถเกิดขึ้นในประเทศไทยได้หากตลาดและหน่วยงานรัฐให้การสนับสนุน
เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย ทั้งผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและผู้ให้บริการรับ-จ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศ ที่เชื่อว่าระบบดังกล่าวจะช่วยให้เกิดกระแสการไหลเวียนของเงินในระบบธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยเงินของผู้บริโภคนั้นเป็นไปได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้ธุรกรรมทางการเงินของผู้ใช้ทั่วไปสะดวกและง่ายดายขึ้นนั้นก็มีรากฐานอยู่ที่การสร้างความมั่นคงและปลอดภัยจากการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารหรือผู้ให้บริการรับจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่ถือเป็นกระแสใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกทุกวันนี้



