
อีกรสชาติชีวิตของนักดูนก
อีกรสชาติชีวิตของนักดูนก...บนเกาะพระทอง : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย..ชาลี วาระดี www.oknation.net/blog/charlee
การเดินทางไปชื่นชมธรรมชาติ เสมือนเป็นแรงกระตุ้นหัวใจชั้นดี เมื่อนักดูนกรุ่นน้องเอ่ยปากชวนไปสำรวจตรวจตราเกาะพระทอง แผ่นดินที่ผุดขึ้นกลางทะเลทางฝั่งอันดามัน ผมจึงทำตัวเป็นคนใจง่าย รีบตกปากรับคำโดยไม่ลังเล ทั้งๆ ที่ยังไม่ทราบรายละเอียดเลยว่าเกาะนี้มีอะไรทีเด็ดทีขาดให้ชมกันบ้าง
เคยได้ยินแต่เพียงว่า เกาะพระทอง จ.พังงา ได้รับขนานนามว่าเป็น สวรรค์แห่งทุ่งหญ้าซาฟารี และเป็นอันซีนของไทยแลนด์แดนสยามอีกแห่งหนึ่ง ไปดูให้เห็นกับตา ปล่อยหัวใจให้สัมผัส ....
ไม่น่าเชื่อช่วงฤดูฝนเยี่ยงนี้ มวลอากาศร้อนบนเกาะพระทองมิได้ลดหายไปเลย ยิ่งเดินย่ำไปตามพื้นทราย ดุ่มไปตามทุ่งหญ้าสะวันนาโล่งๆ ไปยังพิกัดจุดดูนกอันเป้าหมายที่ห่างกันในระยะ 2-3 กิโลเมตร เงยหน้าเป็นเห็นเปลวแดดเต้นระยิบระยับ ยิ่งร้อนเป็นตับแลบทวีคูณ ขนาดยอมควักแบงก์พันซื้อน้ำแข็งเย็นเจี๊ยบก็แล้วกัน
ลองคิดดูกับการเดินกลางทุ่งเฉลี่ยวันละ 10 กิโลเมตร หากว่าหัวใจไม่รักแล้ว ร่างกายคงยอมแพ้เสียแต่แรกสำหรับหนุ่มกรุงรูปร่างสะโอดสะองอย่างพวกเรา !!!
การเดินทางไปเกาะพระทอง นับว่าไม่ยากลำบากลำบนอะไรมากนัก แต่การเดินเท้าฝ่าเปลวแดด 2-3 วัน เพื่อตามหานกบนเกาะแห่งนี้ ทำเอาเกือบหลอมละลายกันเลยทีเดียว ทว่าชีวิตนักดูนกนั้นค่อนข้างสมบุกสมบัน เส้นทางไปสู่จุดหมายนั้นหลายๆ ครั้งค่อนข้างหฤโหด เดินดูนกวันละ 10 กิโลเมตรถือว่าจิ๊บจ้อย ฝ่าทั้งสายลม สายฝน อากาศหนาว ลุยน้ำจืด-น้ำเค็ม และแดดร้อนเผาจนเกรียม โดนมาหมดไม่ขาดไม่เกิน นี่คือรสชาติและสีสันของชีวิตที่หาไม่ได้ในเมืองกรุง
ผมไม่ชอบนั่งจับเจ่าอยู่ในที่แคบๆ รู้สึกอึดอัด ชอบใช้ชีวิตกลางแจ้งมากกว่า อยากเห็นโลกกว้าง ท้องฟ้าไร้ขอบเขต แผ่นดินไกลสุดสายตา ดอกไม้ชูช่อไหวหวิวไปตามสายลม วิหคขยับปีกฝ่าคลื่นอากาศ ฟังเสียงซิมโฟนีธรรมชาติบรรเลงกลางป่าเขา นั่งจิบกาแฟชมหมอกละเลี่ยเคลียเคล้ายอดดอย ปล่อยให้พิรุณโปรยปรายชโลมลึก ซึมซาบถึงหัวใจสีแดงเข้ม
ถูกใจก็หัวเราะส่งเสียงดังฮาฮาฮา เสียใจก็ซึมเศร้าเหงาหงอย ใยต้องซ่อนเร้น ใยต้องปิดบัง ชีวิตที่ผ่านมาไม่มีอะไรต้องเสียใจ เงยหน้าไม่เคยอายฟ้า ก้มหน้าไม่มีเหนียมดิน
4 เกลอนักดูนกฮาร์ดคอร์ ประกอบด้วย น้าดล น้าป่าน น้าบีช น้าแอร์ และน้าชาลี ออกจากชานเมืองกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรยามย่ำค่ำ จับเส้นพระราม 2 มุ่งหน้าลงสู่ถนนเพชรเกษม ลัดเลาะเข้าเส้นพะโต๊ะ ไปโผล่แถวๆ อำเภอคุระบุรี ประมาณตี 3- 4 ของวันใหม่ นอนพักเอาแรงในรถรอจนรุ่งอรุณ กล่าวทักทายอุษาสวัสดิ์ แล้วแวะดูนกแถวป่าชายเลนริมถนน ก่อนบึ่งรถเข้าท่าเทียบเรือบ้านทุ่งละอองในช่วงสาย อันเป็นจุดที่เรานัดหมายกับ "ลุงสุเทพ" คนเรือผู้เชี่ยวเชิงประมง
ลุงสุเทพ เจ้าของเรือเล็กและโฮมสเตย์ที่เราไปพักค้างแรม มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับตำนานสึนามิ ชนิดคนฟังจำฝังหูฝังใจไม่มีวันลืมเลือนในเหตุการณ์ที่ลุงเทพรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด คราที่คลื่นยักษ์มหึมาซัดถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้ เมื่อเดือนธันวาคม 2547
อารมณ์พวกเราเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าจากสำเนียงทองแดงของคนถิ่น รู้สึกคละเคล้าหลากหลายเหมือน "สายรุ้งผาดผ่านทะเลโคลนดำ"
ลุงสุเทพเล่าไป หัวเราะไป เศร้าไป ยิ้มไป หมองไป ... ผมแอบเห็น น้ำตาลุงซึม เมื่อพูดถึงชีวิตเพื่อนบ้านที่สูญสิ้นไป ทว่ากระแสเสียงของลุงดูเหมือนยังคึกคักเข้มแข็ง พูดดัง ฟังชัด และเปี่ยมพลัง
คลื่นยักษ์ไม่เพียงโถมกระหน่ำซีกหนึ่งของเกาะพระทอง แต่ยังคร่าเสี้ยวชีวิตผู้คนบนเกาะไปเป็นจำนวนมาก หลายครอบครัวทิ้งบ้านเรือนอพยพขึ้นไปอยู่บนแผ่นดินใหญ่ ทั้งยังเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศบนเกาะ
ต้นไม้ใหญ่กลางเกาะตายซากเพราะโดนน้ำเค็ม
สัตว์หน้าใหม่หลายชนิดเข้ามาอาศัยอยู่บนเกาะ อาจถูกคลื่นซัดมา หรือเกาะเกี่ยวกิ่งไม้ลอยมาขึ้นฝั่ง ต่างดิ้นรนปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นในฐานะ "ผู้ล่า" หรือ "ผู้ถูกล่า"
สำหรับมนุษย์สุดประเสริฐ หากล้มแล้วไม่ยอมลุก ปล่อยให้ชีวิตนอนคลุกดินสิ้นท่า ต่อให้ไม่ละลายตัวเอง ก็ควรอายนกหนูตัวเล็กๆ มันบ้าง
น้าดลในฐานะผู้ชำนาญเส้นทาง พาคณะน้าๆ ไปดูนกจุดแรกยังบริเวณป่าชายเลนก่อนถึง ท่าเทียบเรือบ้านทุ่งละออง ที่นี่เราพบนกหลายชนิด ทั้ง นกพญาปากกว้างท้องแดง (Black and Red Broadbill) นกแซงแซวสีเทาตัวประจำถิ่นทางใต้ เสียง นกแต้วแล้วป่าโกงกาง (Mangrove Pitta) ดังออกมาจากพุ่มไม้ โชว์เสียงแต่ไม่ยอมออกมาโชว์ตัว
แต่เสียงที่ได้ยินแล้วเจ็บหัวใจเหลือเกิน ก็คือ เสียงอันไพเราะของนกปรอดแม่ทะ (Straw-headed Bulbul) ที่ดังมาจากกรงของบ้านตรงโน่นแน่ะ แล้วแบบนี้จะไม่สูญพันธุ์ไปจากภาคใต้หมด ก็เกินไปล่ะ
ถึงท่าเทียบเรือบ้านทุ่งละออง น้าดลพาไปดูฝูงนกพญาไฟเล็กตัวประจำถิ่นทางใต้ เป็นของแถม ขณะรอเรือลุงสุเทพพาไปขึ้นฝั่งบนเกาะพระทอง
ใครว่านักดูนกเป็น "พวกหลงรักสายลมและแสงแดด" ไปเสียทั้งหมด (มันก็มีบ้างเป็นบางอารมณ์) ไปดูนกกันทั้งที ก็ต้องสำรวจตรวจถิ่นที่อยู่อาศัยของนกไปพร้อมๆ กันว่าเป็นปกติสุขดีหรือมีอันตรายกร้ำกรายประการใดบ้าง เรียกว่า รักนกก็ต้องหวงแหนรักษ์ป่าธรรมชาติไปด้วย
ใครจะเชื่อว่าเกาะพระทองซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระ-เกาะพระทอง คือที่อยู่ของ นกตะกรุม (Lesser Adjutant) ฝูงใหญ่สุดท้ายในประเทศไทย มีเต่าขึ้นมาวางไข่ทุกปี มีฝูงกวางอาศัยอยู่ และเป็นแหล่งกล้วยไม้เอื้องปากแก้ว ที่ใกล้สูญพันธุ์ของโลก ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ชาวบ้านเกาะพระทองเรียกขานนกตะกรุมในภาษาถิ่นว่า "นกโทงหัวล้าน" ให้ภาพลักษณ์ที่ตรงไปตรงมา และชัดเจนมากๆ
แม้เราไม่พบนกเป้าหมายที่มาตามหากัน ไม่เป็นไร วันหน้าก็ไปตามหาใหม่ได้ แต่ส่วนผมตัวก็ถือว่าโชคดีมากๆ แล้วที่ได้เห็นนกโทงหัวล้าน ถึง 11 ตัว โบยบินอยู่เหนือท้องทุ่งเกาะพระทอง แถมยังเจอเจ้านกเขียวปากงุ้ม (Green Broadbill) ในป่าพรุของเกาะนี้ซึ่งไม่ใช่ถิ่นอาศัยของมันอีกต่างหาก เป็นเรื่องน่าสนใจจริงๆ
ด้วยความสอดรู้สอดเห็นอันเป็นนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด จึงลองถามไถ่หนุ่มท้องถิ่นรายหนึ่งดู ก็ทราบความว่า อันเกาะพระทองนั้น ได้เกิดปมปัญหาข้อขัดแย้ง ระหว่างเจ้าหน้าที่กรมอุทยาน กับชาวบ้านพื้นถิ่นมาหลายสิบปีแล้ว เนื่องจากชาวบ้านไม่เห็นด้วยที่จะประกาศให้เกาะพระทองเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพราะเป็นทั้งบ้านอาศัยที่อยู่มาเนิ่นนานและแหล่งทำประมงเลี้ยงชีพ
เหตุการณ์ในอดีตเคยพัฒนารุนแรงไปถึงขั้นมีการบุกเข้ารื้อถอนที่ทำการชั่วคราวของอุทยานแห่งชาติ บริเวณอ่าวเส็ง แต่เท่าที่ทราบสถานการณ์ได้ยุติลงแล้วด้วยความเข้าใจกันทั้ง 2 ฝ่าย
ตอนเรือเช่ากำลังเข้าเทียบท่าบนเกาะพระทอง หนุ่มเจ้าถิ่นยังชี้ให้เรือสีดำลำไม่ใหญ่ไม่โตที่จอดเกยหาดโคลนอยู่ในป่าโกงกาง พลางบอกว่า นี่คือ เรือของผู้อพยพชาวโรฮิงญา ที่หลบหนีเข้าเมืองไทย ปีนี้มาด้วยกันทั้งหมด 10 ลำ โดนจับส่งกลับประเทศไปไม่รู้กี่ลำ และ...ไม่รู้ชะตากรรม
เกิดเป็นคนว่าลำบากแล้ว กำเนิดเป็นสัตว์ป่ายังลำบากยิ่งกว่า เพราะคนยังมีปากเสียงเรียกร้องสิทธิความเสมอภาคและความยุติธรรม แต่สัตว์ป่าหามีไม่ โชคดีที่มีคนจำนวนไม่น้อยยืนเคียงข้างสัตว์ป่าอย่างไม่ท้อถอยและเหน็ดเหนื่อย คอยเป็นปากเป็นเสียงให้แทน ...สำหรับคนกลุ่มนี้ ผมนับถือหมดหัวใจจริงๆ
.......................................
(อีกรสชาติชีวิตของนักดูนก... บนเกาะพระทอง : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย..ชาลี วาระดี www.oknation.net/blog/charlee)



