ไลฟ์สไตล์

'โอบาม่า'พลาด!5ข้อทำให้แพ้ดีเบต

'โอบาม่า'พลาด!5ข้อทำให้แพ้ดีเบต

05 ต.ค. 2555

ที่ปรึกษาชี้ โอบาม่า ผิดพลาดถึง 5 ข้อ ทำให้พ่ายแพ้ดีเบตยกแรก ขณะที่ 'โอบาม่า' เดินหน้าหาเสียงโจมตี 'รอมนีย์' ว่าไม่ซื่อสัตย์โกหกเรื่องแผนลดภาษี ด้านสำนักวิจัยเรตติ้งชื่อดังชี้มีคนดูถ่ายทอดดีเบตกว่า 67 ล้านคน

          5 ต.ค. 55  บรรดาที่ปรึกษาของประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ซึ่งตกเป็นรองนายมิตต์ รอมนีย์ ผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลีกัน ในการประชันวิสัยทัศน์ ยกแรกของการดีเบต เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ต่างลงความเห็นว่า นายรอมนีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐแมทซาจูเสตส์ ใช้การบิดเบือนความจริงเป็นอาวุุธ แต่ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโอบาม่า กลับไม่สามารถเรียกความสนใจจากผู้ชมได้ ในระหว่างการดีเบท มิหนำซ้ำยังแสดงท่าที่ที่ไขว้เขวและขาดสมาธิเองเสียด้วย

          มีเหตุผล 5 ข้อ ที่ทำให้ประธานาธิบดีโอบาม่า ตกอยู่ในสภาพที่ " ไปไม่เป็น " ในการดีเบทครั้งนี้

          ข้อแรกคือ เขาติดภาพลักษณ์ของผู้ชายแสนดี ( His nice-guy image) ทีมงานเชื่้อว่า โอบาม่ามีสิ่งที่มีค่าที่สุดในตัวของเขาคือ ความน่ารักน่าคบหา และต้องการให้โอบาม่ารักษาภาพลักษณ์
ตรงนี้เอาไว้ โดยเชื่อว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ไม่ต้องการเห็นเขาทำสงครามน้ำลายกับนายรอมนีย์ ซึ่งหมายถึงว่า เขาก้าวข้ามโอกาสในการเปิดฉากโจมตีนายรอมนีย์ และพลาดการปกป้องผลงานของตัวเอง และไม่ได้รุกตามแคมเปญของตัวเอง ที่ตราหน้านายรอมนีย์ว่า บิดเบือน เพื่อจะรักษาภาพของผู้ชายที่แสนดีต่อไป แต่ตัวเขาก็หาทางลงไม่ได้เช่นกัน 

          ข้อที่สองคือ ความผิดพลาดในการประเมินสถานที่ (Misjudging the room) ทีมงานของโอบาม่า คิดว่านี่ไม่ใช่แค่การดีเบท แต่เป็นโอกาสแบบเดียวกับการแสดงวิสัยทัศน์ในที่ประชุมแห่งชาติของพรรคเดโมแครต เป็นการหาเสียงโดยตรงกับคนทางบ้าน ไม่ใช่คนที่ร่วมรับฟังในห้องที่จัดการดีเบท ผู้ชมในสถานที่ก็เลยจับได้ว่า ประธานาธิบดีเอาแต่มองกล้องเวลาถ่ายทอดคำพูดออกไป แต่ความจริงแล้ว การดีเบท ยังมีคนเกี่ยวข้องอีกอย่างน้อย 2 คน คือ ผู้ท้าชิงอย่างรอมนีย์และผู้ดำเนินรายการ คือ จิม แลห์เรอร์ ซึ่งการมองข้ามสองคนนี้ไป ก็เลยกลายเป็นเขาไม่ได้นำพาหรือสนใจสองคนนี้ และแน่นอนว่า ความรู้สึกนี้มันจะถ่ายทอดไปถึงคนที่ดูอยู่ทางบ้านด้วย

          ข้อที่สามคือ (Not enough prep) ไม่มีการเตรียมการที่ดีพอ โอบาม่าจัดการประชุมเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการดีเบทมากกว่าการจัดดีเบทเลียนแบบของจริง ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า เป็นเพราะเขาหาเวลาในการเตรียมตัวได้ยากเต็มที ในเมื่อเขาอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดี ไม่ใช่ผู้ท้าชิง แต่ถ้าต้องการแก้ตัว เขาก็ต้องหาเวลา เป็นที่รู้กันดีว่า เขามีพรสวรรค์ในการพูด ซึ่งแหล่งข่าวบอกว่า มันเลยทำให้เขาไม่ค่อยจะยอมฟังความแนะนำของคู่ฝึกสักเท่าไหร่ เพราะเขาชื่อว่า เขามีความสามารถในชั้นเชิงการพูดที่เหนือกว่าใคร เขารู้ไปหมดทั้งวิธีการพูด และอะไรที่จะพูดออกมา 

          ข้อที่สี่ คือ โรคยึดติดตำแหน่ง (Incumbency syndrome) นั่นคือ การไม่อยากขึ้นเวทีดีเบท เพราะมันชัดเจนว่า เขาซึ่งเป็นประธานาธิบดีอยู่แล้ว ต้องมาแสดงวิสัยทัศน์อีก มันทำให้เขาอึดอัด ซึ่งไม่แตกต่างจากประธานาธิบดีที่อยู่ในตำแหน่งคนอื่น ๆ รวมทั้ง จอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อปี 2004 ด้วย ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่า ถ้าประธานาธิบดีคนไหนต้องรับมือกับปัญหาภายในประเทศ และทั่วโลกมากเกินไป เขาก็ย่อมจะถูกระดมยิงด้วยคำถามเกี่ยวกับคำสัญญาที่ให้ไว้เมื่อครั้งหาเสียงเป็นธรรมดา จนนำไปสู่การพ่ายแพ้การดีเบทครั้งแรกเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

          ข้อที่ห้า คือ ไม่ยอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ( Doesn't take criticism well) โอบาม่าไม่มีความอดทนฟังเหล่าที่ปรึกษาที่พยายามแนะนำสไตล์การพูดที่จะช่วยทำคะแนน ตอนที่อัล กอร์
ถอนใจระหว่างการดีเบท เมื่อปี 2000 ได้พิสูจน์ให้เห็นอากัปกิริยาของเขา เมื่อรู้สึกว่า สิ่งที่เขาไม่พูดกลับมีความสำคัญมากกว่าสิ่งที่เขาพูด 

          แหล่งข่าว เปิดเผยว่า ในระหว่างการเตรียมสู้ศึกดีเบท มีเพียงคนวงในใกล้ชิดประธานาธิบดีเท่านั้น ที่สามารถตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ หลังจากเขาจำลองการดีเบท และตามด้วยการไปต่อไม่ได้ เมื่อประธานาธิบดีหมดความอดทน ซึ่งเป็นไปได้ว่า คราวหน้า พวกเขาอาจต้องเอาเทปการดีเบทเมื่อวันพุธมาให้ดูว่า โอบาม่าเผลอจ้องและทำหน้าตาบูดบึ้งขนาดไหน ตอนที่ฟังคำตอบของรอมนีย์ และปล่อยให้เขาวิจารณ์ตัวเองเสียบ้าง ก่อนจะไปขึ้นเวทีดีเบทครั้งต่อไปที่มหาวิทยาลัยฮอฟสตร้า เฮมพ์สตีด รัฐนิวยอร์ค 

          ยังมีอีกสามสิ่้ง ที่เป็นเงาตามติดโอบาม่า นั่นคือ เขาเป็นนักสู้ที่น่ากลัว , เกลียดการพ่ายแพ้และมีวินัย หลังจากประสบการณ์เมื่อคืนวันพุธ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาจะปรับปรุงตัว และพร้อมที่จะแสดงออกในรูปแบบที่แตกต่างออกไปในการดีเบทยกสอง ที่รวมถึงการลดความขมึงทึงลง แต่ก็ต้องหลีกเลี่ยงที่จะเป็นแบบเดียวกับอัล กอร์ เมื่อปี 2000 // กอร์ดูเรื่อยเฉื่อยเกินไปในการดีเบทครั้งหนึ่ง // อีกครั้่งหนึ่งก็ระวังความผิดพลาดมากเกินไป และอีกครั้งก็ดูบุกตะลุยเกินไป ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตามองว่า ครั้งต่อไปโอบาม่าจะแก้ตัวได้หรือไม่

 

'โอบามา' หาเสียงต่อ โจมตี 'รอมนีย์' ว่าไม่ซื่อสัตย์โกหกเรื่องแผนลดภาษี

 

          โอบามา ยังคงหาเสียงต่อในเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด้เมื่อวาน หลังจากการดีเบตที่มหาวิทยาลัยเดนเวอร์เมื่อคืนวันพุธตามเวลาสหรัฐ จบลงโดยทั้งผลสำรวจและเสียงวิจารณ์บอกว่ารอมนีย์ทำได้ดีกว่าแบบเกินคาด และโอบามาใช้เวทีนี้ตอบโต้รอมนีย์ในประเด็นเรื่องนโยบายลดภาษีของรอมนีย์ที่มีการโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนที่สุดในช่วงดีเบต

          โอบามา บอกกับผู้สนับสนุนราว 12,000 คน ว่า "ตอนขึ้นเวที คิดว่าได้พบกับเพื่อนที่มีสปิริตที่บอกว่าเป็นมิตต์ รอมนีย์ แต่นั่นไม่ใช่มิตต์ รอมนีย์ เพราะมิตต์ รอมนีย์ ตัวจริง ตระเวนไปทั่วประเทศในปีที่แล้วโดยให้สัญญาว่าจะลดภาษี 5 ล้านล้านดอลลาร์ที่เอื้อประโยชน์ให้คนรวย แต่คนบนเวทีเมื่อคืนบอกว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้" 

          นอกจากนี้เขาบอกด้วยว่า หากคุณเป็นประธานาธบิดี คุณต้องพูดความจริงกับประชาชน และความจริงก็คือ รอมนีย์ไม่สามารถตัดลดภาษี 5 ล้านล้านดอลลาร์โดยไม่ทำให้ยอดขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงขึ้นและไม่กระทบต่อชนชั้นกลางได้ 

          และมีผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง บอกว่า แผนของรอมนีย์ที่จะลดภาษีต่างๆ 20% ยกเลิกภาษีที่ดิน และปรับฐานภาษีขั้นต่ำ ซึ่งจะทำให้รายได้หายไป 5 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 10 ปี ซึ่งพรรครีพับลิกันอ้างว่าจะชดเชยส่วนนี้ด้วยการอุดช่องโหว่ของการจัดเก็บภาษี แต่ศูนย์นโยบายภาษีแย้งว่าเงินดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอชดเชยได้ 

          เดวิด พลูฟ ที่ปรึกษาทีมหาเสียงของโอบามา บอกว่า โอบามาเลือกที่จะไม่โต้แย้งประเด็นข้อเท็จจริงของคำพูดของคู่แข่งตอนดีเบท เพราะคิดว่าจะโต้เถียงกันไม่จบสิ้น และอยากพูดอะไรที่มองไปข้างหน้า 

          โอบามายังกล่าวในการหาเสียงโดยล้อเลียน รอมนีย์ ที่บอกว่าจะตัดงบประมาณในกลุ่มสื่อสาธารณะอย่างสถานีโทรทัศน์พีบีเอส แม้จะชอบ บิ๊กเบิร์ด ตัวละครในเรื่องเซซามิ สตรีทด้วย  โดยโอบามาบอกว่า เพิ่งรู้ว่า บิ๊กเบิร์ดเป็นต้นเหตุของการขาดดุลงบประมาณ โชคดีที่มีใครบางคนมาจัดการกับบิ๊กเบิร์ด 

          ส่วนรอมนีย์ กล่าวในการหาเสียงในรัฐเวอร์จิเนียเมื่อเย็นวานว่า เขาคิดว่าในคืนวันดีเบทเป็นโอกาสยิ่งใหญ่สำหรับชาวอเมริกันที่จะได้เห็นวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันในการบริหารประเทศ และเขาคิดว่าวิสัยทัศน์ของโอบามา คือ รัฐบาลที่สนับสนุนนโยบายขึ้่นภาษีคนรวยเพื่อกระจายเม็ดเงินสู่คนยากจน ซึ่งเขาไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่ชาวอเมริกันเชื่อ ขณะที่เขาสนับสนุนความมั่งคั่งที่มาพร้อมกับเสรีภาพ นอกจากนี้รอมนีย์ บอกด้วยว่า การดีเบตทำให้เขามีโอกาสได้ถามประธานาธิบดีด้วยคำถามที่ประชาชนทั่วประเทศอยากถาม เช่น ทำไมผลักดันกฎหมายที่บังคับให้ทุกคนซื้อประกันทั้งที่ยังมีคนตกงาน 23 ล้านคน

          โอบามาและรอมนีย์ยังเหลือการดีเบตอีก 2 ครั้ง ที่นิวยอร์กใน 16 ต.ค. และฟลอริด้าใน 22 ต.ค. และบรรดาทีมหาเสียงของโอบามา ยอมรับว่า จะต้องมีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่

 

สำนักวิจัยเรตติ้งชื่อดังชี้มีคนดูการถ่ายทอดดีเบตกว่า 67 ล้านคน

 

          นีลเซ่น ระบุว่า มีผู้ชมการดีเบตเมื่อคืนวันพุธ ที่ถ่ายทอดสดจากเมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโดจำนวน 67.2 ล้านคน ในจำนวนนี้ เป็นผู้ชมที่มีอายุมากกว่า 55 ปี จำนวน 46 เปอร์เซ็นต์ ยอดผู้ชมการดีเบทครั้งนี้ ยังมากกว่ายอดผู้ชมการดีเบตครั้งแรก ระหว่างประธานาธิบดีโอบาม่า กับวุฒิสมาชิกจอห์น แม็คเคน จากพรรครีพับลีกัน เมื่อปี 2008 ซึ่งมีจำนวน 52 ล้านคน ถึง 28 เปอร์เซ็นต์ แต่ยอดผู้ชมการดีเบตที่ถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงการดีเบท 3 ฝ่าย ระหว่าง บิล คลินตัน จากเดโมแครต , จอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช จากรีพับลีกัน และรอสส์ เปอโรต์ ผู้สมัครอิสระ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 1992 ซึ่งมีจำนวนผู้ชมทั้งสิ้น 69.9 ล้านคน 

          ส่วนตัวเลขผู้ชมการถ่ายทอดสดดีเบตสูงสุด ผ่านทางเครือข่ายสถานีโทรทัศน์รายใหญ่ 3 แห่ง ของสหรัฐ รวมกัน 80.9 ล้นานคน คือการประชันวิสัยทัศน์ ระหว่างประธานาธิบดี จิมมี่ คาร์เตอร์ จากเดโมแครต และโรนัลด์ เรแกน ผู้ท้าชิงจากรีพับลีกัน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ปี 1980

 

 

--------------------

(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AP)