ไลฟ์สไตล์

เหยื่อทุนนิยม

เหยื่อทุนนิยม

25 พ.ค. 2552

เรื่องเสื่อมเสีย กรณีเจ้าคณะจังหวัดรูปหนึ่งในภาคอีสาน กรณี “ทุติยปาราชิก” นั้น เป็นเรื่องที่มีไม่ใช่น้อย แต่ออกมาเป็นข่าวไม่มากเท่าที่มี ทั้งนี้เนื่องจากค่านิยมแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยครอบงำสังคมไทยไปหมด

 แม้ในแวดวงคณะสงฆ์ ก็ยังตกเป็นเหยื่อของค่านิยมมั่งคั่งร่ำรวย นำไปสู่การแสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวย โดยไม่เกี่ยงวิธีการ

 อาทิ การเล่นพนันในทุกรูปแบบ ทั้งการพนันที่ผิด และไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดศีลธรรม และผิดจรรยาอย่างยิ่งยวด สำหรับพระสงฆ์ โดยเฉพาะพระผู้ใหญ่ ในระดับเจ้าคณะจังหวัด ตามที่เป็นข่าว

 ทางแก้ปัญหาในเรื่องเงินๆ ทองๆ ของพระสงฆ์นั้น จะเป็นไปได้ด้วยการกลับคืนไปสู่พระวินัย ว่าด้วยเรื่องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์อย่างแท้จริง ... “ภิกษุรับเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นรับก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีในทอง และเงินที่เก็บไว้เพื่อตน ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์”

 พูดตามจริงก็คือ พระสงฆ์ต้องไม่แสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวยแบบชาวบ้าน  และชาวบ้านก็ไม่ควรถือว่า ความมั่งคั่งร่ำรวยเป็นความสำเร็จของชีวิต ทำทุกอย่างเพื่อจะร่ำรวยเท่านั้น

 ในทางพระพุทธศาสนา มีคำสอนในพระไตรปิฏกว่า “บุคคลผู้มั่งมีโภคทรัพย์ยิ่งๆ ขึ้นแล้ว ที่จะไม่เมามัวในโภคทรัพย์นั้น หาได้ยาก ที่จะไม่ถึงความติดอยู่ในกามคุณ เพราะเหตุแห่งการมีโภคทรัพย์ยิ่งๆ ขึ้นนั้น หาได้ยาก และที่จะไม่ประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งการมีโภคทรัพย์ยิ่งๆ ขึ้นแล้ว หาได้ยาก” (อปักกสูตร พระไตรปิฎกเล่ม ๑๕) อธิบายโดยรวบรัดก็คือ “คนรวย ที่จะไม่เป็นคนเลว หาได้ยาก”

 แม้แต่องค์ พระเยซูคริสต์ ยังมีคำสอนสั้นๆ ลือลั่นโลกว่า “การจะพาคนรวยไปสู่แผ่นดินสวรรค์นั้น ยากยิ่งกว่าการจูงอูฐรอดเข้ารูเข็ม”

 ถ้าพระสงฆ์ทั้งหลาย เห็นคุณค่าของชีวิตแห่งความมักน้อยสันโดษ สมัครใจที่จะมีชีวิตอยู่อย่างยากจนอย่างแท้จริง ก็จะเป็นแบบอย่างแก่ผู้คนในสังคมได้เป็นอย่างดียิ่ง

 โดยเฉพาะผู้คนในยุคนี้ กำลังมีปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า เหมือนอยู่ในเตาหลอม พระสงฆ์จะต้องอยู่ได้ด้วยความสุขสงบ ปราศจากความกระวนกระวายกระหายทรัพย์ เพื่อบอกกับชาวบ้านว่า
 ค่านิยม “มีทรัพย์-มีสุข” นั้นใช้ไม่ได้  เป็นเรื่องไม่ถูกต้องมาตั้งนานแล้วจนถึงบัดนี้