
แขกรับเชิญ - ไปกินโรตีที่กัลกัตตา
โรตีที่โรงแรมที่พักในเมืองกัลกัตตาเป็นแผ่นแป้งปิ้งแห้งๆ ไม่เยิ้มน้ำมัน เค็มน้อยๆ อร่อยดี เขาจิ้มกินกับแกงผักที่มีน้ำแกงสีส้มสวย แต่ฉันกินแกงไม่ค่อยไหวเพราะฉุนกลิ่นเครื่องเทศ นึกไปนึกมารู้สึกเอาเองว่าเป็นกลิ่นคล้ายกลิ่นตัวของชาวอินเดียนั่นเอง
ปลายเดือนเมษายน 2552 ฉันเดินทางจากเมืองไทยไปเมืองกัลกัตตาโดยสายการบินไทย ตอนห้าทุ่มสี่สิบห้านาที ก่อนขึ้นเครื่องได้ยินเสียงโวยวายโหวกเหวกของผู้โดยสารชาวอินเดียนับสิบที่ถูกจับปรับเพราะหิ้วของหนักเกินพิกัด ที่น่ากลัวตั้งแต่นั่งรอขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ คือ มีหญิงสาวชาวอินเดียเขยิบมานั่งใกล้ ทักทายอย่างดี แล้วบอกว่าสัมภาระหล่อนเยอะให้ฉันช่วยหิ้วของให้หล่อน ขอโทษจ้ะ ฉันตอบหล่อน ฉันก็มีของเยอะเหมือนกัน โถ ใครจะไปหิ้วของอะไรให้หล่อน ขืนหิ้วก็จะไปรู้ไหมล่ะ ว่าหล่อนเอาอะไรหย่อนใส่ไปในกระเป๋าที่จะให้ฉันหิ้ว
ทันทีที่ขึ้นเครื่องบินก็ต้องผงะกลั้นหายใจ ด้วยในนั้นอวลอบด้วยกลิ่นตัวผสมกลิ่นรักแร้ผสมกลิ่นเท้าของบรรดาผู้โดยสาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแขก ฉันควักยาหม่องยาหอมยาดมมาดม จึงพอกล้อมแกล้มกินอาหารบนเครื่อง คือ ข้าวราดแกงกะหรี่ไก่แบบแขก (ฉุนเครื่องเทศ) มีโรตีแกล้ม
ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงครึ่ง ก็ไปถึงสนามบิน ตอนฟังแอร์โฮสเตสประกาศรู้สึกชื่อยาวมาก คือ Netaji Subhash Chandra Bose เวลาที่เมืองกัลกัตตาเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมงครึ่ง ไปถึงก็เป็นเวลาแค่เที่ยงคืนสี่สิบห้านาทีของกัลกัตตา ที่สนามบินซึ่งเทียบไม่ได้แม้กับสนามบินเล็กสุดของบ้านเรา ด้วยเก่าแก่ ห้องน้ำไม่สะอาด เดินไปไหนเจอคนแขกพยักพเยิดให้เข้ามาหา บ้างเดินเข้ามาถามว่าจะไปไหนแล้วเดินตาม รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยพอสมควรทีเดียว
ได้เข้าพักที่โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ (Hyatt Regency) ซึ่งเป็นโรงแรมระดับหรู เมื่อรถบัสเก่าๆ ที่รับฉันมาจากสนามบินมาถึงประตูโรงแรม รปภ.ได้ให้จอด ฉายไฟดูทั่วคัน ดูหน้าผู้โดยสารแล้วจึงให้แล่นเข้าไปจอดเทียบประตูหน้าโรงแรม
ห้องพักโรงแรมสบายสมระดับของโรงแรมราคาคืนละ 6,600 รูปี เงินบาท 60-75 บาทแลกได้ 100 รูปี (แล้วแต่แลกที่ไหน) เช้าตรู่ฉันไปออกกำลังกายที่ห้องฟิตเนสมีอุปกรณ์ครบครัน หลังจากวิ่งลู่วิ่งแล้วได้เข้าไปอบไอน้ำ เข้าห้องเซาน่า แช่อ่างน้ำวน แล้วไปรับประทานอาหารเช้า ซึ่งมีทั้งขนมปัง โรตี แกงถั่ว แกงกะหรี่ ที่กินได้คือออมเล็ต ไข่เจียวแบบแขกกับนมสด ต่อจากนั้นก็บุกเมืองกัลกัตตา ท่ามกลางอุณหภูมิอากาศ 43 องศาเซลเซียส
เมืองกัลกัตตานั้นเรียกตามชาวอังกฤษ ปัจจุบันเรียกตามภาษาเบงกอลว่า โกลกาตา(Kolkata) ตั้งอยู่ภาคตะวันออกของประเทศอินเดีย ชายฝั่งตะวันออกของแม่น้ำฮุคลี(Hooghly) เป็นเมืองที่มีเนื้อที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเมืองมุมไบ เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศอินเดียในช่วงเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ มีประชากรหนาแน่นมากถึงกว่า 15 ล้านคน มีปัญหาคล้ายเมืองใหญ่ทั่วๆ ไป คือผู้คนยากจน เบียดเสียดเยียดยัด เศรษฐกิจไม่ดี สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เต็มไปด้วยขยะ และรถติด และขอเรียนให้ทราบว่าไม่ใช่รถติดอย่างเดียว แต่เสียงบีบแตรก็ติดกันไม่ขาด ด้วยคงเป็นวัฒนธรรมของที่นี่คือ เจอหน้าให้บีบแตรทักทายแบบดังถึงดังสุดและกดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่างจากเมืองไทยมาก หากรถกับรถบีบแตรใส่กันแบบที่นี่ แสดงว่าคนขับอาจจะลงจากรถมาชกกันได้
เมื่อออกจากโรงแรม บ้านเมืองเป็นตึกรามบ้านช่องรูปทรงเป็นแบบยุโรป แต่ทรุดโทรมน่าใจหาย สลับกับห้องแถวเก่าๆ หน้าห้องแถวริมถนนหลายแห่งมีแพะผูกไว้ มีตึกเก่าๆ หลัง หนึ่งเขียนว่า คลินิกรักษาวัณโรค ประตูคลินิกเป็นประตูทำด้วยสังกะสีทาสีเขียว ทำให้มองเห็นแต่ไกล
การคมนาคมในเมืองที่มองเห็นมีหลากหลาย คือมีรถลากแบบรถเจ๊ก รถม้า จักรยาน รถราง รถสามล้อ รถตุ๊กตุ๊ก รถเมล์ รถแท็กซี่ (สีเหลืองคันกะทัดรัดไม่มีแอร์) รถไฟ
ผู้คนแออัดยัดเยียดกันตามท้องถนนและฟุตบาทจริงๆ ขณะเดินทางไปเยี่ยมชม บ้านแม่ชีเทเรซา จากถนนเดินเข้าตรอกเล็กๆ ซึ่งสงบกว่าท้องถนน ไปประมาณ 10 เมตร ขวามือเขียนไว้ว่าบ้านเลขที่ 54 A Mother Teresa เมื่อเข้าประตูรั้ว ห้องแรกของบ้านเป็นหลุมฝังศพแม่ชีเทเรซา มีผู้คนเข้ามาสักการบูชา มีกระดานติดคำคมของแม่ชีที่กล่าวไว้มากมาย เช่น Peace and war begin at home. If we truly want peace in the world. Let us begin by loving one another in our own family. (สงครามและสันติภาพเริ่มที่บ้าน ถ้าเราต้องการสันติภาพในโลกนี้อย่างแท้จริง ขอให้เริ่มโดยการรักคนอื่นๆ ในครอบครัวของเรา) ส่วนตัวบ้านนั้นลักษณะคล้ายหอพักมีแม่ชีจำนวนมากพักอยู่
จากนั้นไปเยี่ยม พิพิธภัณฑ์อินเดีย (Indian Museum) ท่ามกลางความร้อนจนแดดเป็นไอระยิบ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย เป็นตึกสองชั้น เก็บรวบรวมศิลปะ วัฒนธรรมพื้นบ้าน รูปปั้น รูปภาพ สัตว์ป่าสตัฟฟ์ กระดูกสัตว์สมัยโบราณที่ขุดค้นพบ แมลง ของนั้นมีมากมายเหลือคณายิ่งใหญ่อลังการ แต่อยู่ในสภาพที่ดูแลไม่ดี ฝุ่นจับเขรอะ ชมไปก็จะเป็นลมไปด้วยอากาศร้อนอบอ้าว ในพิพิธภัณฑ์ไม่มีเครื่องปรับอากาศ แม้แต่พัดลมก็มีไม่เพียงพอ บ่งบอกถึงปัญหาค่าใช้จ่าย อ้อ...หากไปชมอย่าลืมเข้าห้องน้ำมาให้เรียบร้อย เพราะห้องน้ำที่นี่เป็นแบบโบราณ มีแต่ช่องให้ถ่ายปัสสาวะลงไป ไม่มีน้ำราด ห้องน้ำจึงส่งกลิ่นอบอวลแบบได้กลิ่นแล้วจำไม่รู้ลืม
โบสถ์วิหารเซนต์พอล (St. Paul’s Cathedral) เป็นสถานที่อีกแห่งที่ไปเยี่ยมชม เป็นศิลปะแบบโกธิคสร้างคล้ายๆ โบสถ์วิหารที่ชื่อเดียวกันในประเทศอังกฤษสมัยอินเดียเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ คือเริ่มสร้าง ค.ศ. 1839 เสร็จสิ้น ค.ศ. 1847 ได้รับการบูรณะหลังจากมีแผ่นดินไหว ภายใน ปัจจุบันยังเป็นที่ประกอบศาสนพิธีทางคริสต์
อนุสรณ์วิคตอเรีย (วิคตอเรียแมมโมเรียล) เป็นอาคารหินอ่อนสีขาวกลางกรุงกัลกัตตา สร้างผสมผสานระหว่างสไตล์ทางยุโรปและอิสลาม ยอดโดมเป็นศิลปะแบบอิตาลี สร้างระหว่างปี ค.ศ. 1906-1921 มีรูปหล่อสัมฤทธิ์พระนางวิคตอเรียอยู่หน้าอาคาร ภายในอาคารเป็นพิพิธภัณฑ์รูปปั้น รูปภาพ อนุสรณ์ถึงพระนางวิคตอเรีย รอบๆ อาคารเป็นสวนกว้างมีต้นไม้ปลูกเป็นหย่อมๆ มีบึงน้ำ ฟังดูน่าจะร่มรื่น แต่เผอิญอากาศเป็นเช่นนี้จึงยังคงร้อนอ้าว ที่ต้องถอนหายใจเวลาเดินชมสวนด้านหลัง เพราะใต้ต้นไม้แต่ละต้นโดยที่บางต้นสูงไม่พ้นศีรษะมีหนุ่มสาวชาวอินเดียจับคู่จู๋จี๋ให้เห็นจะจะ บางคู่ถึงกับกอดและจูบกันอย่างดูดดื่มไม่เกรงใจสายตารอบข้างที่จ้องมอง
แหล่งสุดท้ายที่ไปเที่ยวชมคือ ตลาดเปิด (ทั้งวันทั้งคืน) เหมือนแถวพัฒน์พงษ์บ้านเรา มีของวางขายกับทางเดินทั่วไป คนขายมีทั้งเด็กผู้ใหญ่ ที่เดินถือของเร่ขายก็มาก เด็กน้อยเร่มาตามตื๊อให้ซื้อของครั้งแล้วครั้งเล่า หญิงแม่ลูกอ่อนอุ้มลูกถือขวดนมชวนให้ซื้อนมให้ลูกกิน ผู้คนเดินสวนกันวุ่นวายเหมือนกับมดกับปลวก รถที่เคลื่อนเข้ามาสวนคนเดินบีบแตรดังลั่น พื้นสกปรก เปียก มีโคลน ขยะทิ้งเกลื่อนเมือง แทบทั้งตลาดไม่เห็นถังขยะเลย ห้องน้ำก็มีน้อยมาก ผู้คนวางขายของระเกะระกะ ไร้ระเบียบ เสียงตะโกนเรียกให้ซื้อของดังจนหนวกหู อาหารที่ขายทำเสร็จก็ยืนจกกินกันข้างทาง น้ำอ้อย ทับทิม น้ำแตงกวาก็คั้นด้วยมือสดๆ ของขายทั่วไปราคาไม่แพง แผงขายของทุกอย่าง 10 รูปีก็มีจำนวนมาก
อย่า...อ่านแล้วอย่าเอ่ยปากว่าสงสารคนกัลกัตตา ว่ากันว่าหากไปอินเดียอย่ามองอินเดียด้วยสายตาของเรา แต่ให้มองประเทศเขาด้วยสายตาคนของเขา ดีไม่ดีคนกัลกัตตาเขาอาจจะสงสารคนไทยมากกว่า เพราะไม่ว่าเมืองกัลกัตตาจะยากจนค้นแค้นเป็นอย่างไร เขาก็อยู่แบบเขาได้อย่างสบายใจไม่รู้สึกลำบาก ไม่มีการแตกแยกกันจนเกิดจลาจลกลางเมืองเหมือนบางประเทศ!
พญ.ชัญวลี ศรีสุโข
[email protected]



