
ดนตรี'เฉลิมพระเกียรติในหลวง'
ดนตรีเชื่อมสัมพันธ์'เฉลิมพระเกียรติในหลวง' วธ.เชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ โชว์ชาวต่างชาติ : โดย...ชุลีพร อร่ามเนตร
"โครงการดนตรีเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชาติ" จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ มูลนิธิวงดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพและสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจัดการแสดงดนตรีบทเพลงพระราชนิพนธ์ในรูปแบบคลาสสิก เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของพระองค์ท่านให้เป็นที่ปรากฏในระดับนานาชาติ
นายสหวัฒน์ แน่นหนา ผู้ตรวจราชการวธ. และโฆษกวธ เล่าว่า วธ.ได้ดำเนินโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนองพระราชปรารภในการนำดนตรีเป็นสื่อแห่งมิตรภาพเพื่อสร้างความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานตามนโยบายการทูตทางวัฒนธรรมให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมระดับรัฐบาล หน่วยงาน และระดับประชาชน โดยปีนี้จัดขึ้นในกลุ่มสหภาพยุโรปทั้ง 4 ประเทศ ระหว่างวันที่ 23-30 กันยายน 2555 ได้แก่ สหราชอาณาจักรในวันที่ 23 กันยายน ณ Cadogan Hall ประเทศเนเธอร์แลนด์ วันที่ 25 กันยายน Dr. Anton Philipszaal Concert Hall ประเทศเบลเยียม วันที่ 27 กันยายน ณ The Royal Music Conservatory of Brussels และประเทศเยอรมนี ในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 150 ปี ไทย-เยอรมัน ในปี 2555 แสดงในวันที่ 30 กันยายน ณ Franzosische Friedrichstadtkirche
ขณะเดียวกัน พล.ร.อ. ม.ล.อัศนี ปราโมช องคมนตรีและศิลปินแห่งชาติ ผู้อำนวยเพลง กล่าวว่า การแสดงดนตรีเพลงพระราชนิพนธ์บรรเลงในรูปแบบดนตรีคลาสสิก โดยวงดุริยางค์เครื่องสาย (String Orchestra) The Bangkok Pro Musica Orchestra จำนวน 17 เพลง ซึ่งการที่นำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาบรรเลงเผยแพร่ต่อชาวต่างประเทศ ถือเป็นจุดเด่นของการแสดงดนตรีครั้งนี้ เพราะชาวต่างประเทศจำนวนมากที่ไม่ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระอัจฉริยภาพด้านดนตรี ส่วนที่เลือกบรรเลงในรูปแบบคลาสสิก เนื่องจากเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ และชาวยุโรปคุ้นเคยกับการฟังเพลงคลาสสิกอยู่แล้ว
"ที่ผ่านมาเราไปเล่นในประเทศเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไม่มีใครนึกว่าโลกนี้จะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดที่ทรงพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีมากขนาดนี้ และทุกคนต่างชื่นชอบบทเพลงของพระองค์ท่าน เพราะในหลวงของเราทำสารพัดอย่าง แต่ทางด้านดนตรีไม่ค่อยมีคนรู้ เราอยากให้คนรู้จักมากกว่านี้ ขณะเดียวกัน การแสดงดนตรีดังกล่าวยังเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นหลังได้เข้ามาร่วมบรรเลง ทำให้เยาวชนเกิดความตื่นตัวและสืบทอดเพลงพระราชนิพนธ์ เล่นดนตรีต่อไป"
เยาวชนคนรุ่นใหม่อาจหลงลืมบทเพลงพระราชนิพนธ์ เพราะไม่รู้จะไปฟังได้จากที่ไหน พล.ร.อ. ม.ล.อัศนี กล่าวต่อว่าสมัยตนนั้น เมื่อเปิดวิทยุก็จะได้ฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์ อย่างเพลงสายฝน ได้ฟังตลอด เชื่อว่าถ้าเด็กรู้จัก ได้ฟังจะรู้สึกชอบและเกิดความภาคภูมิใจ เพราะของมีคุณค่าทั้งหลายถ้าเราไม่รู้ ไม่ลองชิมก็ไม่รู้ว่ามีคุณค่า ดังนั้น ควรจะมีการประชาสัมพันธ์เพลงพระราชนิพนธ์ให้เด็กไทยรู้จักมากกว่านี้ เพราะต่อให้มีเพลงสมัยใหม่อยู่แล้ว แต่หากมีผู้เผยแพร่เพลงพระราชนิพนธ์ เชื่อว่าเด็กไทยจะสนใจเพลงพระราชนิพนธ์มากกว่านี้
ด้านอาจารย์ทัศนา นาควัชระ นักไวโอลินมือหนึ่งของประเทศไทย หัวหน้าวงฯ กล่าวว่านักดนตรีที่ร่วมบรรเลง ล้วนเป็นผู้ที่มีความสามารถ และเพลงที่เล่นเป็นเพลงที่เล่นมาหลายครั้ง นักดนตรีคุ้นเคยกับบทเพลงอยู่แล้ว อาจจะพิเศษ แตกต่างจากเดิม คือไม่มีคนร้องแต่บรรเลงด้วยเครื่องสาย แต่ใช้เวลาซ้อมไม่นาน เพียง 2 วัน เพราะทุกคนเป็นมืออาชีพ ทำการบ้านมาเรียบร้อยแล้วมาเล่นร่วมกัน ส่วนการคัดเลือกนักดนตรี ปีนี้มีคนรุ่นใหม่มาเล่นค่อนข้างมาก โดยสมาชิกครึ่งวงจะเป็นนักศึกษาที่คัดเลือกมาจากหลายมหาวิทยาลัยและผู้ที่จบดนตรีมาเล่น
"การแสดงในต่างประเทศครั้งนี้ จุดเด่นคือความคาดหวังที่นำดนตรีของฝรั่งไปเล่นให้ฝรั่งฟัง แต่เราก็ไม่กดดัน การข้ามน้ำข้ามทะเลไปเล่นให้เจ้าของวัฒนธรรม เราต้องทำให้ดีที่สุด ดังนั้น นักดนตรีที่ไปทุกคนต่างมีความพร้อม และมีวินัยที่ต้องรักษามาตรฐานการเล่นที่สูงหรือให้ดีขึ้นทุกครั้ง"
บทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความเรียบง่าย ค่อนข้างฟรี อิสระ ทำให้ผู้ที่มีความรู้สามารถนำมาดัดแปลงในการเล่นรูปแบบใหม่ อ.ทัศนา กล่าวอีกว่า เป็นอะไรที่น่าภูมิใจของคนไทยที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระอัจฉริยภาพด้านดนตรี ทำให้มีบทเพลงที่ไพเราะและนำมาดัดแปลงการเล่นรูปแบบใหม่ๆ ได้ ส่วนเด็กรุ่นใหม่จะรู้จักเพลงพระราชนิพนธ์หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าถ้าเด็กไทยไม่หนีไปต่างประเทศหมด เชื่อว่าเพลงพระราชนิพนธ์จะยังอยู่ อีกทั้งมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีการเรียนการสอนดนตรี ก็นำบทเพลงพระราชนิพนธ์มาสอน อย่างมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ตนสอนอยู่ มีหลายโครงการที่ทำให้ทุกคนได้รู้จักเพลงพระราชนิพนธ์ หวังว่าเพลงพระราชนิพนธ์ไม่เป็นอะไรที่สูญหายอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เพราะดนตรีควรเป็นอะไรที่มีชีวิตตลอดเวลา
ด้าน น้องวิว น.ส.อธิยา วรวิจิตรพันธ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เล่นไวโอลิน เล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแสดงดนตรีครั้งนี้ เพราะไม่ใช่เพียงเล่นดนตรีให้ชาวต่างชาติฟัง แต่เป็นการนำบทเพลงพระราชนิพนธ์ ซึ่งเป็นบทเพลงที่ทรงคุณค่าไปถ่ายทอดให้ชาวต่างชาติรับรู้ถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการซ้อม ตนได้เตรียมตัวฝึกซ้อมอย่างดีเหมือนกับเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนก่อนที่จะมาซ้อมร่วมกัน ทุกคนจึงเต็มที่และมีความพร้อมอย่างมาก
"รู้จักเพลงพระราชนิพนธ์มาตั้งแต่เด็ก เพราะที่บ้าน ที่โรงเรียนสอนดนตรีเปิดให้ฟัง แต่หากถามว่าเพื่อนๆ เด็กรุ่นใหม่รู้จักเพลงพระราชนิพนธ์หรือไม่ เชื่อว่าหลายคนรู้จักแต่ไม่เคยฟัง เนื่องจากไม่รู้จะไปฟังที่ไหน เปิดวิทยุก็มีแต่เพลงสมัยใหม่ ดังนั้น หากต้องการให้เด็กไทยไม่หลงลืมเพลงพระราชนิพนธ์ เพลงไทยเดิมอันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย ต้องเปิดให้ฟังบ่อยๆ"
การฟังเพลง สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงเปิดหูฟัง โครงการดนตรีเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในครั้งนี้ แม้จะไม่มีเนื้อร้อง แต่นักดนตรีเชื่อว่าท่วงทำนอง ความไพเราะ ความคลาสสิกของเสียงดนตรีสามารถสื่อสัมพันธ์ มิตรไมตรีให้แก่กันได้ แม้จะอยู่กันคนละประเทศ
...........................................
(ดนตรีเชื่อมสัมพันธ์'เฉลิมพระเกียรติในหลวง' วธ.เชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ โชว์ชาวต่างชาติ : โดย...ชุลีพร อร่ามเนตร)



