ไลฟ์สไตล์

แจงแก้'ทับศัพท์ใหม่'ยึดเสียงส่วนใหญ่

แจงแก้'ทับศัพท์ใหม่'ยึดเสียงส่วนใหญ่

01 ต.ค. 2555

'ราชบัณฑิต' แจงเหตุชงเปลี่ยนการเขียนศัพท์ ยืมจากภาษาอังกฤษ เพราะเขียนผิดไม่ตรงเสียงวรรณยุกต์ ชี้รอดูผลการสำรวจความคิดเห็นอีกครั้ง ขณะที่นักอักษรศาสตร์ ระบุ ถ้าจะเปลี่ยน ควรเปลี่ยนทั้งระบบ ด้าน'ชินภัทร'แนะราชบัณทิตชำระคำสะกดทุกเรื่องเพิ่มสเตรท

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 55  จากกรณีกองศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถานเตรียมสำรวจความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการเขียนคำที่ยืมจากภาษาอังกฤษใหม่ 176 คำ เนื่องจากเห็นว่ามีการเขียนผิด และไม่ตรงกับเสียงวรรณยุกต์ของคำนั้นๆ ตามอักขระวิธีไทยและการอ่านออกเสียง โดยจัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นประมาณ 300 ชุด เกี่ยวกับการเขียนคำยืมจากภาษาอังกฤษในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 เพื่อสอบถามความเห็นจากคณะกรรมการราชบัณฑิต ภาคีสมาชิกและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้มีทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้านกับการเปลี่ยนแปลงการเขียนคำศัพท์ดังกล่าว

          ล่าสุด นางกาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตและนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีที่มีคนออกมาคัดค้านการขอเปลี่ยนการเขียนคำยืมจากภาษาอังกฤษใหม่ทั้ง 176 คำ ขอชี้แจงเจตนาอีกครั้งว่าเพื่อให้คำศัพท์ดังกล่าวเขียนตรงกับเสียงวรรณยุกต์และการอ่านออกเสียง และถ้าเปลี่ยนแล้วใครไม่เขียนตามราชบัณฑิตก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะทุกวันนี้ก็มีคำศัพท์หลายคำที่ไม่ได้เขียนตามแบบราชบัณฑิตอยู่แล้ว แต่การเสนอให้เปลี่ยนเพราะเมื่อออกเสียงอย่างไรก็ควรเขียนอย่างนั้น

          ราชบัณฑิต กล่าวต่อว่า ทั้งนี้คำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษแล้วได้เขียนตามเสียงวรรณยุกต์ถูกต้อง เช่น ประชุมอังค์ถัด ดาวน์โหลด และคำว่าโหวต ดังนั้นเมื่อหลายคำเขียนถูกที่เหลือก็ควรเปลี่ยนให้ถูกต้องด้วย อย่างไรก็ตามต้องรอดูผลการสำรวจความคิดเห็นอีกครั้งว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือไม่ และถ้าเห็นด้วยเฉพาะบางคำ ก็ปรับแก้เฉพาะที่เห็นด้วย ซึ่งตนก็ไม่คัดค้านอะไร ซึ่งก็จะปรับแก้ตามข้อเสนอของเสียงส่วนใหญ่

          นายวัฒนะ บุญจับ นักอักษรศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กล่าวว่า น่าเห็นใจและน่าเป็นห่วงพอๆ กัน ในส่วนที่น่าเห็นใจก็คืออิทธิพลของการยืมทำให้ภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลงในภาษาไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการยืมคำจากภาษาที่ไม่ใช่ภาษาวรรณยุกต์มาใช้ด้วยวิธีทับศัพท์ เพราะเมื่อถอดถ่ายอักษรมาเป็นภาษาไทยนั้นถือกติกาว่าไม่ต้องมีรูปวรรณยุกต์กำกับ เนื่องจากผู้รู้ภาษารู้ดีว่าจะอ่านออกเสียงสูงต่ำอย่างไรก็ไม่กระทบกับความหมาย แต่พอเวลาอ่านออกเสียงกันจริงๆ กลับใช้อีกกติกาหนึ่ง คือกลุ่มคนที่รณรงค์การใช้ภาษาแบบบ้าคลั่งเกิดมาบังคับว่าเขียนอย่างไรต้องออกเสียงอย่างนั้น ดังนั้น เมื่อไม่มีวรรณยุกต์กำกับก็ต้องไม่ออกเสียงวรรณยุกต์ หากออกเสียงแปรไปจากรูปเขียนก็มาถือว่าผิดเสียด้วย ส่วนที่น่าเป็นห่วงคือ หากจะเปลี่ยนกันจริงๆ ควรเปลี่ยนทั้งระบบ ซึ่งคงเกิดปัญหายุ่งยากในวงการภาษาอีกไม่ใช่น้อย

 

 

“ชินภัทร “ แนะราชบัณทิตชำระคำสะกดทุกเรื่องเพิ่มสเตรท


              นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)กล่าวถึงกรณีที่ราชบัณฑิตยเสนอให้มีการแก้ไขคำศัพท์ ที่ยืมมาจากคำภาษาอังกฤษ 176 คำ เขียนไม่ตรงกับเสียงวรรณยุกต์ของคำนั้น ๆ ตามอักขระวิธีไทย โดยระบุว่าปัญหานี้เกิดขึ้นมาจากขั้นตอนการถอดคำ หรือว่ายืมคำมาจากภาษาอังกฤษ เมื่อแปลมาเป็นภาษาไทย ไม่ได้เติมวรรณยุกต์เสียงเอก โท หรือตรี รวมทั้ง ไม้ไต่คู้ ให้ตรงตามอักขรวิธีไทย ว่า  เห็นด้วยกับความคิดที่จะเปลี่ยนแปลง ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่หากจะเปลี่ยนแล้วก็อยากให้แก้คำสะกดในภาษาไทยให้ถูกต้องกับการออกเสียงที่ถูกต้องเลย

               นายชินภัทร กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน เราเขียนคำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีถอดตัวสะกดมาคำนั้น ๆ ในภาษาอังกฤษออกมา  ซึ่งที่ราชบัณฑิตยจะเปลี่ยนเข้าใจว่าเพื่อการอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ซึ่งอยากให้ข้อสังเกตว่า แม้จะเปลี่ยนโดยเพิ่มวรรณยุกต์ให้การอ่านออกเสียงมีความใกล้เคียงกับภาษาที่แท้จริง แต่ก็ยังไม่ 100% เพราะภาษาอังกฤษจะมีตัวสเตรท หรือพยางค์ที่เน้น อยู่ด้วย  ถ้าหากเราออกเสียงสเตรทผิดพยางค์แล้ว เจ้าของภาษาก็จะฟังเราพูดภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง  ดังนั้นหากจะเปลี่ยนแล้วก็ควรเพิ่มเรื่องจุดเน้นและการออกเสียงสั้น เสียงยาว เพื่อให้เด็กได้อ่านออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างถูกต้องด้วย

            “ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ควรจะไปให้สุดทางคือเน้นตรงพยางค์ที่ควรต้องเน้น รวมถึงการออกเสียงสั้นยาวเพื่อทำให้เด็กสามารถออกเสียงภาษาอังกฤษได้ถูกต้องมากขึ้น และหากจะเป็นเช่นนี้ได้ก็น่าจะมีการประชุมระดมความคิดเห็น  แม้ราชบัณฑิตยจะเป็นผู้ทรงความรู้ แต่ก็ต้องรับฟังเสียงจากคนภายนอกด้วย เพราะการปรับเปลี่ยนแต่ละครั้ง  จะกระทบกับคนส่วนใหญ่ ดังนั้นหากจะปรับจริง  ก็ควรจะให้สมประโยชน์กับทุกฝ่าย”นายชินภัทร กล่าว