
พ่อ2ผัวเมียเบี้ยวนัด'หมอพรทิพย์'
พ่อ2ผัวเมียเบี้ยวนัดสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ 'หมอพรทิพย์'ผลักดันตั้งศูนย์ติดตามคนหายและระบบศพนิรนาม ขณะที่ตร.ชี้คดี'หมอสุพัฒน์'ชะงักรอDNAก่อนแจ้งฆ่าคนตาย ด้านศาลนัดฟังคำสั่งพี่ฟ้อง'หมอสุพัฒน์'เบิกความเท็จ 31 ต.ค.นี้
1 ต.ค.55 พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงกรณี นายสว่าง นุ่มจุ้ย บิดานายสามารถ นุ่มจุ้ย ที่หายตัวไปพร้อม น.ส.อรษา เกดทรัพย์ ภรรยา โดยนายสว่าง นัดหมายเข้าพบ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ เพื่อขอความช่วยเหลือในการตรวจสอบโครงกระดูก หลังจากไม่เชื่อผลการตรวจของสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ โดยเฉพาะผู้ต้องหาเป็นทั้งตำรวจและแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจว่า ล่าสุด ญาติไม่ได้เดินทางเข้าพบและไม่สามารถติดต่อได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ได้ติดต่อขอเข้าพบ แต่ไม่ทราบเหตุผลที่ยกเลิก
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นชี้แจงกรณีดังกล่าวกับ นายสว่าง ว่า ญาติมีสิทธิในการร้องเรียนถึงการหายตัวไปได้ แต่ยังไม่มีสิทธิขอให้เคลื่อนโครงกระดูกที่พบในไร่ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ จ.เพชรบุรี มาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์ เพราะผลการตรวจสอบขณะนี้นิติเวชระบุว่า ไม่ใช่ญาติของ นายสว่าง ทำให้นายสว่าง ไม่มีสิทธิเคลื่อนย้ายโครงกระดูกได้ ทั้งนี้การที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จะเข้าไปตรวจพิสูจน์ได้มี 2 แนวทางคือ กรณีที่พนักงานสอบสวนที่มีดุลยพินิจให้เข้าตรวจสอบ หรือกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งอยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมรับเป็นคดีพิเศษเท่านั้น
พญ.คุณหญิงพรทิพย์ กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยต้องมีระบบการตรวจพิสูจน์ศพนิรนามซึ่งจะมีข้อกำหนดการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอนซึ่งกรณีศพญาติของนายสว่างอาจไม่ได้อยู่ไร่ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ก็ได้ ซึ่งหลังจากนี้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ต้องการผลักดันให้มีการก่อตั้งศูนย์ติดตามคนหายและระบบศพนิรนาม ซึ่งหากพบโครงกระดูกไม่สามารถใช้รถแบ๊คโฮขุดโดยเด็ดขาด หรือหากขุดเจอในบ่อน้ำต้องสูบน้ำออก ขั้นตอนการตรวจสอบศพนิรนามเป็นขั้นตอนที่กำหนดเป็นมาตรฐานสากลทั่วโลก ในส่วนของการตรวจในห้องปฏิบัติการณ์ แพทย์นิติเวชทุกแห่งทั่วประเทศทำได้เหมือนกันหมดแต่สำหรับศพนิรนามทำยากกว่า ศพปกติในสากลจะใช้นักมานุษยวิทยาหรือนักโบราณคดี จะตรวจกระดูก ฟัน ลายนิ้วมือจากนั้นจะนำมาเชื่อมกับฐานข้อมูลดีเอ็นเอ ซึ่งขณะนี้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เก็บไว้ได้ประมาณ 90,000 ชุด ซึ่งจะช่วยในการสืบค้นว่า ศพนิรนามเป็นใครตรงกับฐานข้อมูลที่มีการแจ้งคนหายไว้หรือไม่ ในส่วนของการติดตามคนหายยังเป็นหน้าที่ของตำรวจและดีเอสไอ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์มีบทบาทเพียงสนับสนุนการตรวจพิสูจน์ ซึ่งจะให้คำตอบว่าเป็นอะไรตายใครทำให้ตาย ตายเมื่อไหร่ ตายที่ไหน ซึ่งเป็นการใช้นิติวิทยาศาสตร์อย่างเป็นขั้นตอน
ตร.ชี้คดี''หมอสุพัฒน์''ชะงักรอDNAก่อนแจ้งฆ่าคนตาย
พล.ต.ต.จุตติ ธรรมมโนวานิช รอง ผบช.ภ.7 ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน คดีการหายตัวไปของ 2 สามีภรรยา จ.เพชรบุรี ที่เกี่ยวโยงกับ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ กล่าวว่า ทางแนวทางการสอบสวน ถือว่า คดีนี้หยุดชะงักชั่วคราว หลังจากที่ พงส. พยายามขุดค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมในไร่ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ มาถึง 6 ครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้หลักฐานอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมากนัก นอกเหนือจากโครงกระดูกที่พบจำนวน 3 ร่าง เท่านั้น
"ถือว่าคดีต้องหยุดชะงักชั่วคราว จนกว่าจะได้ฐานเพิ่มเติมอีก ส่วนการแจ้งข้อหาฆ่าคนตายแก่ผู้ต้องหาเพิ่มเติมนั้น ต้องรอผลการตรวจดีเอ็นเออย่างเป็นทางการ จากสถาบันนิติเวชวิทยาก่อน จึงจะแจ้งได้ ส่วนการที่ญาติของ 2 ผู้สูญหาย ร้องขอให พงส. นำโครงกระดูก 3 ร่าง ไปให้สถาบัยนิติวิทยาศาสตร์ตรวจซ้ำอีกครั้งนั้น ทำได้ และ พงส. ก็รอผลจากการตรวจซ้ำนี้ได้เช่นกัน ไม่ใช่ปัญหา เพียงอาจจะทำให้สำนวนล่าช้าไปบ้าง" พล.ต.ต.จุตติ
อย่างไรก็ตาม โดยกำหนดฝากขังผลัดแรก จำนวน 12 วัน ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ จะครบกำหนดในวันที่ 5 ต.ค.นี้ ซึ่ง ทาง พงส.จะร้องต่อศาล เพื่อฝากขังเป็นผลัดที่ 2 ต่อไป ส่วนสิทธิ์การประกันตัวนั้น ผู้ต้องหาสามารถกระทำได้ อยู่ที่ดุลพินิจของศาล
ศาลนัดฟังคำสั่งพี่ฟ้องหมอสุพัฒน์เบิกความเท็จ 31 ต.ค.นี้
เวลา 10.00 น. ศาลไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ครั้งแรก คดีหมายเลขดำ อ.2498/2555 ที่นายสุเทพ เลาหะวัฒนะ อายุ 63 ปี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อายุ 57 ปี อดีตอายุรแพทย์ โรงพยาบาลตำรวจ เป็นจำเลย ในความผิดฐานเบิกความเท็จ และแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 และ180 กรณีที่พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ จำเลย เบิกความต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เมื่อวันที่ 11 พ.ค.55 กล่าวหาโจทก์เป็นบุคคลมีหนี้สินจำนวนมาก ประกอบธุรกิจล้มเหลว
โดยวันนี้ทนายโจทก์ นำพยานเบิกความ รวม 2 ปาก ประกอบด้วยนายสุเทพ โจทก์ และนายประเทือง เขียวเหมือน ทนายความ
ทั้งนี้ นายสุเทพ เบิกความสรุปว่า หลังจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเมื่อวันที่ 12 ต.ค.54 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้นางถนิม มารดา เป็นบุคคลผู้ไร้ความสามารถ และขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้อนุบาลมารดาเพียงคนเดียว แล้ววันที่ 11 พ.ค.55 จำเลยได้เบิกความกล่าวหาโจทก์ ในการไต่สวนคำร้องครั้งแรกของศาลเยาวชนฯว่า โจทก์ประสบปัญหาด้านการเงินอย่างมากในการบริหารโรงเรียนนานาชาติ ที่ จ.ปทุมธานี และโจทก์ได้ถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหารโรงเรียนดังกล่าวที่ถูกฟ้องร้องบังคับคดีทางแพ่งอีกหลายคดีซึ่งล้วนเป็นเท็จ เพราะความจริงแล้วโรงเรียนดังกล่าวมีเจ้าของเป็นนิติบุคคล ที่มีทุนจดทะเบียน 109 ล้านบาท โดยพยานเป็นเพียงหนึ่งในผู้ถือหุ้นร่วมกับผู้อื่นเท่านั้น พยานไม่มีส่วนร่วมการบริหาร และโรงเรียนก็ไม่ได้ถูกฟ้องร้องแต่อย่างใด
ส่วนจำเลยกล่าวหาว่า โจทก์มีปัญหาด้านการเงินต้องนำบัตรเครดิต และเงินปากถุงจากการรื้อถอนและให้เช่าที่ดินจำนวน 50 ล้านบาทมาใช้จ่ายในกิจการโรงเรียนนานาชาติก็ไม่เป็นความจริง ซึ่งที่ดินดังกล่าว มีชื่อมารดา , พี่สาว , โจทก์ และจำเลย ร่วมกันเป็นเจ้าของซึ่งมีการแบ่งผลประโยชน์ให้มารดา และพี่น้อง 3 คนเท่ากัน โดยจำเลยได้รับแคชเชียเช็คและลายมือชื่อไว้ด้วย นอกจากนี้จำเลยยังเบิกความกล่าวหาว่าโจทก์ ขอยืมเงินจำนวน 8.6 แสนบาท ซึ่งความจริงแล้วเป็นเงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์จากการซื้อรถยนต์
นายสุเทพ เบิกความด้วยว่า ปัจจุบันโจทก์มีฐานะมั่นคง ซึ่งโจทก์เคยเป็นผู้บริหาร บริษัทโคคาโคล่า ฯ และบริษัทอื่น ก่อนจะจากงานมีเงินเดือนประมาณ 1 ล้านบาท รวมทั้งเคยเป็น ผอ.องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(ออป.) หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รับเงินเดือนๆ ละ 100,000 บาท โดยเมื่อเดือน ต.ค.48 โจทก์ยุติงานเพื่อมาดูแลมารดา และแม้ปัจจุบันโจทก์จะไม่ได้ประกอบกิจการอะไรแต่ยังรับเป็นที่ปรึกษาได้รับค่าตอบแทนประมาณ 100,000 บาทต่อเดือน การที่จำเลยกล่าวหาโจทก์เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ทำให้โจทก์เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง และจะเป็นข้อสำคัญที่จะกระทบการพิจารณาคดีในศาลเยาวชน ฯ เรื่องความน่าเชื่อถือที่มีการคัดค้านขอเป็นผู้อนุบาลมารดาด้วย
โดยนายสุเทพ เบิกความตอบการซักค้านของทนายความจำเลยด้วยว่า โจทก์ไม่มีพฤติกรรมที่จะยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินแต่อย่างใด ส่วนที่มารดาขายที่ดินย่านงามวงศ์วาน มูลค่า 192 ล้านบาทนั้นโจทก์จำรายละเอียดไม่ได้ว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีผู้ใด ส่วนบ้านพักที่โจทก์อาศัยอยู่มารดาเป็นผู้มอบให้ สำหรับทรัพย์มรดกมารดาดูแลจัดการโดยโจทก์เพียงต่อปฏิบัติตามคำสั่งของมารดา
ขณะที่ นายประเทือง เขียวเหมือน ทนายความ ได้เบิกความเกี่ยวกับรายละเอียดคำเบิกความของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ในศาลเยาวชน ฯ ซึ่ง พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ จำเลย ระบุว่าโจทก์ เป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ประกอบธุรกิจล้มเหลว
ภายหลังไต่สวนพยาน 2 ปากเสร็จสิ้นแล้ว ศาลได้นัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องคดีไว้พิจารณาหรือไม่ ในวันที่ 31 ต.ค. นี้ เวลา 09.30 น.
นายสุเทพ เลาหะวัฒนะ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ น้องชายถูกดำเนินคดีคดีอุ้ม 2 สามีภรรยา ที่ จ.เพชรบุรี ว่า ตนไม่มีสิทธิว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อว่าน้องชายทำ แต่เป็นเรื่องของคดี ส่วนตัวที่ผ่านมายังไม่ได้ไปเยี่ยมน้องเพราะตนมีหน้าที่ต้องดูแลแม่ แต่หากน้องต้องการความช่วยเหลือตนยินดีที่จะช่วย เพราะอย่างไรแล้วน้องก็ยังเป็นน้อง สำหรับประเด็นข้อเท็จจริงที่น้องถูกดำเนินคดี ตนก็ไม่ได้นำเสนอต่อศาลเยาวชน ฯ ที่ตนได้ร้องคัดค้านน้องในการขอเป็นผู้อนุบาลมารดาแต่อย่างใด
ส่วนเรื่องคลิปของมารดาที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้นไม่ได้มีการบังคับ โดยขอให้ทุกคนดูเองว่ามารดาถูกบังคับหรือไม่ ซึ่งการทำคลิปเพื่อเป็นการเตือนสติน้องไม่ได้ทำร้าย แต่หากน้องจะนำมาฟ้องคดีในฐานะพี่ชายตนก็พร้อมแอ่นอกรับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ นายสุเทพ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 ก.ค.55 ระบุว่า วันที่ 11 พ.ค. 55 เวลากลางวัน จำเลยได้นำข้อความอันเป็นเท็จเบิกความต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในคดีที่ 1653/2554 ในคดีที่จำเลย ยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนฯ ร้องขอให้นางถนิม เลาหะวัฒนะ มารดาวัย 96 ปี เป็นบุคคลผู้ไร้ความสามารถและจำเลยยังได้แสดงพยานหลักฐานเท็จในสาระสำคัญของคดีทำให้โจทก์ไม่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อนุบาลนางถนิม มารดา เหตุเกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม.



