
ดื่มแสงแดด...จิบทะเลที่'ดูบรอฟนิค'
ดื่มแสงแดด...จิบทะเลที่'ดูบรอฟนิค' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง
เรารู้จักกันมา 9 ปีแล้วสินะ ”ดูบรอฟนิค” ( Dubrovnik)
แรกรู้จัก เธอยังเขรอะไปด้วยร่องรอยกระสุนที่ฝังตามริมกำแพงเมืองเก่า ราวกับหญิงสาวที่มีร่องรอยของแผลเป็นเกรอะกรังบนดวงหน้า ทั้งหมดนี้ฟ้องว่าเธอผ่านศึกสงครามมาอย่างแสนสาหัส
9 ปีเคลื่อนผ่าน แผลเป็นของเธอพร่าจางลงอย่างเห็นได้ชัด หลายอย่างเหมือนเดิม หลายสิ่งเปลี่ยนไป
นึกถึงสมัยก่อนจะเข้าหาโครเอเชีย ต้องส่งเล่มพาสปอร์ตไปประทับตราวีซ่าที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เรียกว่าใช้เวลาเตรียมตัวกันหลายตลบ แต่ตอนนี้แค่มีวีซ่าเชงเก้นประดับพาสปอร์ต ก็เดินลอยชายเข้าโครเอเชียได้แบบสบายๆ
เหมือนเที่ยวนี้ ฉันเหาะเหินเดินอากาศด้วยสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ (0-2 2310300-7) ไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบุล แล้วบินต่อไปที่ดูบรอฟนิค ใครต้องใช้เวลารอต่อเครื่องนานจะแวะเข้าไปเที่ยวอิสตันบุลก็ได้ เพราะตุรกีเพิ่งอนุญาตให้คนไทยเข้าไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องทำวีซ่า หรือใครที่อยากเที่ยวเมืองหลวงของโครเอเชียอย่างซาเกร็บก่อน เตอร์กิชแอร์ไลน์ก็มีเที่ยวบินจากอิสตันบุลเข้าซาเกร็บด้วย
ไปดูบรอฟนิคเที่ยวก่อนพักนอกเมืองเก่า เที่ยวนี้หมายมั่นว่าอยากพักในชายคา เมืองเก่า ให้ได้ ตอนกลางคืนจะได้เดินสำรวจราตรีของเมืองเก่าที่โรแมนติกร้ายกาจ เลยคลิกเข้าไปค้นหาเรือนพักในเมืองเก่าจากเว็บไซต์อโกดา(www.agoda.com) ที่ยังคงอำนวยความสะดวกสบายเสมอเรื่องสอดส่องหาที่พักในราคาที่ชอบและทำเลที่ใช่เสมอ ในเมืองเก่าอาจจะไม่มีโรงแรม 5 ดาวให้เลือกพัก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นพวกอพาร์ทเม้นท์ดัดแปลงเป็นเรือนพักรองรับนักเดินทางที่หลั่งไหลสู่ดูบรอฟนิคตลอดทั้งปี
ดูเหมือนว่าหลายปีผ่านไป แฟชั่นพาร่างมาอาบแดดริมทะเลอะเดรียติคยังไม่เลิกฮ็อต ใครๆ ก็เตรียมนุ่งน้อยห่มน้อย และพากันหอบชุดอาบลมห่มแดดมาหาดูบรอฟนิคกันทั้งนั้น
แสงแดดอันเผ็ดร้อนของดูบรอฟนิคยังคงมีเสน่ห์เชื้อเชิญแขกเหรื่อเสมอ ที่เหมือนเดิมคือ ดูบรอฟนิคแลดูเบิกบานตั้งแต่สาย นี่คือเมืองที่ไม่เคยปล่อยอนุญาตให้ความเหงาได้แสดงตัว ทุกอริยาบถของเมืองมีแต่ความกระปรี้กระเปร่า
อย่างคนสนิทชิดเชื้อดีกับแสงแดด ฉันพาร่างเดินโงนเงนไปบนกำแพงเมืองเก่าที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 อาจจะร้อนเหมือนโครเอเชียมีดวงตะวัน 2 ดวง แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนทำท่ารังเกียจแสงแดด ตรงกันข้าม แดดยิ่งแรงดูเหมือนทุกคนยิ่งขับไสตัวเองออกจากเรือนพัก มาเดินตากแดดสาย
สำหรับเมืองที่เพิ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้ไม่นานอย่างดูบรอฟนิค แทบทุกซอกหลืบของกำแพงเมืองเก่ามีแต่เรื่องราวฝังอยู่บนกำแพง จะเรียกว่า อดีตและประวัติศาสตร์ทุกหน้าของเมืองอยู่บนกำแพงแห่งนี้ก็ว่าได้
ใครเดินตลอดแนวกำแพง 2 กิโลเมตรที่โอบเมืองเก่าเอาไว้ ก็จะได้ดื่มด่ำวิวทิวทัศน์ของเมืองเก่าและทะเลอะเดียติคอย่างจุใจ หลังคาบ้านในเมืองเก่าเบียดและซ้อนทับลดหลั่นกันเหมือนแย่งกันดมแสงแดด ดูจากสภาพยังเก่าคร่ำสมกับอยู่ในเมืองเก่า ยอดโดมของโบสถ์แทรกตัวขึ้นเหมือนดอกไม้ที่ผุดกลางสวน
ความจริงยังไม่ต้องพาตัวเองขึ้นไปเดินบนกำแพงเมืองเก่าหรอก แค่เดินทะลุเข้าประตูเมืองเก่าแห่งดูบรอฟนิค ใครๆ ก็สัมผัสได้ถึงความคลาสสิคของเมืองนี้ ลานน้ำพุ โอโนฟริโอ (Onofrio)จะต้อนรับทุกคนตรงปากทางเข้า ไม่ว่าจะยากดีมีจน หรือแขกเหรื่อจากชาติไหน โอโนฟริโอก็เสริฟทุกคนด้วยน้ำเปล่าเหมือนกัน ใครกระหายน้ำ เชิญพาปากไปรองน้ำจากน้ำพุได้ตามอัธยาศัย
ฉันจรดรอยเท้าลงบนถนนสายเดิมที่เรียกว่า ”พลาคา” (Placa) นั่นทำให้รู้ว่า พลาคายังคงเป็นถนนสายร่าเริงเสมอ ตั้งแต่ช่วงสายก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวมานั่งลำเลียงมื้อเช้าหหย่อนลงท้อง จิบคาปูชิโน นั่งชายตามองผู้คนที่เคลื่อนผ่านไปมา
เข็มสั้นและเข็มยาวยังไม่ทันซ้อนกันดี กองทัพนักเดินทางก็เริ่มปรากฏตัวตามมุมต่างๆจนแน่นเมืองเก่า คราวนี้แหละ แค่จะหาที่ยืนปักหลักถ่ายรูปยังลำบาก เพราะถูกคลื่นคนเบียดเสียดจนเมืองเก่าแคบไปถนัดตา
ลำพังแค่นักท่องเที่ยวที่มานอนค้างอ้างแรมก็เยอะอยู่แล้ว แต่พอสายๆ นักท่องเที่ยวที่ล่องมากับเรือสำราญพากันทยอยมาสมทบอีกแรง จังหวะนี้ไม่ว่าคาเฟ่ไหน โบสถ์ไหน พระราชวังไหน หรือมุมไหนก็เปื้อนรอยเท้านักเดินทาง
จังหวะนี้ ใครอยากเห็นดูบรอฟนิคแบบโล่งๆสบายตา ให้หาทางอพยพจากพลาคาโดยเร็วที่สุด สภาวะแบบนี้จะเป็นแค่ช่วง 11 โมงเช้าไปยันบ่ายโมงเท่านั้น หลังจากนั้น ผู้คนจะสลายตัวไปนั่งกองกันตามร้านอาหาร
อาจจะชอบดูผู้คน แต่ฉันไม่ชอบเอาไหล่เบียดกับผู้คน เลยปลีกตัวไปนั่งซดอากาศห้าดาวริมทะเลอะเดรียติค ดื่มกินทะเลอะเดรียติคจนหนำใจนั่นแหละ ฉันถึงกลับมาเดินป้วนเปี้ยนแถวเมืองเก่าอีกรอบ
พระราชวังอันสวยงามยังรอทุกคนอยู่ที่เดิม แผ่นดินไหวเมื่อหลายปีที่ผ่านมาอาจจะทำให้ทุกอย่างพังพินาศเป็นหน้ากลอง แต่ไม่อาจทำลายความงดงามของ พระราชวังสปอนซา (Sponza Palace) และ พระราชวังเรคเตอร์(Rector Palace)ได้ ทำให้ชาวดูบรอฟนิคเหลือพระราชวังเอาไว้อวดชาวโลกได้ถึงทุกวันนี้
เมื่อราตรีเดินทางมาถึง ดูบรอฟนิคก็โรแมนติกได้ดั่งใจ หนุ่มสาวเดินกรีดกรายบนพลาคา มองหามุมดินเนอร์ที่ถึงแม้อยู่เป็นเดือนก็เปลี่ยนที่ชิมแบบไม่ซ้ำหน้าได้สบายๆ เสียงดนตรีจากนักไวโอลินลอยเคล้าอากาศสลัว นี่จึงเป็นอีกเมืองหนึ่งของโลกที่โรแมนติก ชนิดที่ไม่ควรมาคนเดียวเด็ดขาด
.............................................
(ดื่มแสงแดด...จิบทะเลที่'ดูบรอฟนิค' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง)



