ไลฟ์สไตล์

หนังสือที่เธอถือมา:จองจำอย่าจองใจ

หนังสือที่เธอถือมา:จองจำอย่าจองใจ

30 ก.ย. 2555

หนังสือที่เธอถือมา : จองจำ อย่าจองใจ : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม

...........

 

1.

วันที่ 13 กันยายน 2555 เป็นครั้งที่สองที่ผมมีโอกาสเข้าไปยังแดน 14 ของเรือนจำบางขวาง  หลังเข้าไปครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2555

                แดน 14 คือแดน “ฝ่ายการศึกษาและพัฒนาจิตใจ” แดนนี้มีห้องประชุม  ห้องสมุด  ห้องคอมพิวเตอร์  ห้องถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์  สนามฟุตบอล  สวนหย่อม  มีวิหคนกกา  มีหมาแมว  มีดอกไม้ใบหญ้าเบ่งบาน  ช่วงเช้า-ตอนผมกับ ศักดิ์สิริ  มีสมสืบ พูดคุยเรื่องบทกวีและดนตรีกับผู้ต้องขังจำนวน 30 ชีวิตนั้น  ในสนามหญ้ากว้างก็มีผู้ต้องขังจำนวนหนึ่งลงสนามเตะฟุตบอลกันอย่างอิสระ  เพียงแต่พวกเขาทุกคนที่นั่น  รวมทั้งพวกเราที่เข้าไปเป็นกรณีพิเศษ  ต่างก็อยู่ในกำแพงของเรือนจำ

                ผู้ต้องขัง ใน “โครงการเรื่องเล่าจากแดนประหาร” ครั้งนี้เป็นรุ่นที่ 2  หลังจากรุ่นที่ 1 ผ่านการอบรมในโครงการ  จนมีผลงานหนังสือ “อิสรภาพบนเส้นบรรทัด 13 นักโทษประหาร” ออกมาเผยแพร่   

                เนื่องจากมิใช่การเข้าไปครั้งแรก  ความกลัวหรือตื่นเต้นจึงคลี่คลาย  ผู้ต้องขังทุกคนตัดผมสั้น  นุ่งกางเกงขาสั้น  มองเหมือนนักเรียน  บางคนยังต้องลากโซ่ตรวนเคร้งคร้าง  ครั้นมองใบหน้าค่าตา  พวกเขาก็เหมือนกับเราๆ ท่านๆ นี่แหละ  ต่างยิ้มแย้มแจ่มใสทักทายกัน  เมื่อพวกเราพูด  พวกเขาก็ตั้งใจฟัง และมีส่วนร่วมในกิจกรรม  เสร็จแล้วเข้ามาขอลายเซ็น  ถ่ายภาพหมู่  บางคนก็เข้ามาขอคุยเป็นการส่วนตัว  

                คนหนึ่ง-นำ “ม้าก้านกล้วย” มาให้ลงลายมือชื่อให้  บอกเพื่อนรุ่น 1 ฝากมา  เพราะมีผู้มอบหนังสือของผมให้ผู้ต้องขังคนนี้ที่ชอบแต่งกลอน  เขาเคยสังกัดชมรมนักกลอน  มีสมุดจดกลอนหลายเล่ม

                คนหนึ่ง-บอกว่าเขาเคยบวชที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  หลวงพ่อของเขาก็เป็นหลวงพ่อของผม  เขาบอกรู้จักชื่อผม  ติดตามข่าวผมมาโดยตลอด

                คนหนึ่ง-บอกชื่อและนามสกุลจริง  พอผมว่าคุ้นๆ นะนามสกุลนี้  เขาก็เล่าให้ฟังอย่างเปิดเผยว่าเป็นใคร  เขาเป็นน้องชายของนักกีฬามีชื่อเสียงคนหนึ่ง  

                คนหนึ่ง-คนนี้เคยเจอกันเมื่อปีก่อน  เขาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสัญญาณโทรทัศน์ของแดน  อยู่ในเรือนจำมาแล้ว 14 ปี  ฟังว่าจะพ้นโทษในปีนี้  เขาเคยบอกผม “เพื่อนๆ และคนในวงการคิดว่าผมตายไปแล้ว มีแต่ลูกเมียเท่านั้นที่รู้ว่าผมอยู่ที่นี่”  เขาเป็นอดีตนักดนตรีประจำวงลูกทุ่งชื่อดัง  เคยเป็นนักจัดรายการวิทยุ  และรู้จักนักแต่งเพลงลูกทุ่งหลายคน  ที่เขาเข้ามาเปิดใจกับผม  เพราะผมบรรยายเอ่ยชื่อครูเพลงลูกทุ่งบางคน

                คนหนึ่ง-นำสมุดบันทึกเนื้อเพลงเล่มใหญ่มาให้ดู  พิมพ์ดีดและเข้าเล่มไว้อย่างดี  ทั้งยังบอกว่าได้จดลิขสิทธิ์ไว้ครบทุกเพลง  เขาเคยอยู่ในวงการเพลงลูกทุ่งทางภาคเหนือ  เคยเป็นนักจัดรายการวิทยุ  ร้องเพลงให้ผมฟังเบาๆ ประมาณ 2 เพลง  ฟังแล้วรู้สึกไม่ธรรมดา  เขาชอบและทำเรื่องนี้ได้มาก่อนต้องขังแล้ว

 

2.

“เธอด่วนตัดสินก่อนจะได้ยินศาลพิพากษา  หากชนะคดีมามีวาสนาได้กลับนะเหรอ  เมื่อเศรษฐีทิ้งแล้วจริงๆ อยากสมหน้าเธอ  แต่ยังอภัยเสมอ ขออย่างเดียวเธออย่าย้อนกลับมา”      

                คนหนึ่ง-นำลายมือในสมุดมาให้อ่าน  ผมอ่านแล้วมันเป็นเนื้อเพลงได้เลย  สี่ท่อนจบ  สัมผัสคล้องจองแบบจังหวะเพลง  มีเรื่องราวตัดพ้อคนรักที่ “เลี้ยว” หรือ “ลื่น” จากตน  ระหว่างต้องคดีรอคำพิพากษา  คนรักสลัดสัญญาหนีเขาไปคบหาคนอื่น  แล้วเธอกลับถูกคนอื่นทิ้ง  เขาจึงเขียน “จองจำ  อย่าจองใจ”

                เชยๆ แต่โดนใจ  เจ็บซ้อนเจ็บเลย  คงแต่งตามจังหวะเพลงทั่วไปที่เขาชอบ  แต่เนื้อหาเป็นของเขาเอง  คนนี้บอกเป็นคนเหนือ  เคยไปบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์  มีเมียเป็นคนศรีสะเกษ

 

3.

แต่ละคน-ผมไม่ถามว่าต้องคดีอะไร  แต่เป็นที่รู้  นักโทษประหารนั้น  ไม่คดียาเสพติด  ก็คดีความผิดต่อชีวิต ซึ่งมีหลายอาชีพ  หลายสถานะ  ทั้งระดับปัญญาชน  ชาวบ้าน  และชนเผ่า 

                ยังมีผู้กระซิบบอกผมด้วยว่า  นักเรียนพิเศษอย่างพวกเขา ที่มานั่งฟังครูพิเศษอย่างพวกเรานั้น หลายคนเป็นมือปืนรับจ้าง!  

 

 

--------------------

(หนังสือที่เธอถือมา : จองจำ อย่าจองใจ : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)