ไลฟ์สไตล์

ปลูก'แฝก'ป้องดินโคลนถล่มยั่งยืน

ปลูก'แฝก'ป้องดินโคลนถล่มยั่งยืน

27 ก.ย. 2555

ปลูก 'แฝก' ป้องดินโคลนถล่มยั่งยืน อีกก้าว 'เกษตรหลวงอินทนนท์' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

          กว่า 30 ปีที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ 1 ใน 4 สถานีวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง ที่ได้ก่อตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะช่วยเหลือชาวไทยภูเขาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถปลูกพืชผักเมืองหนาวและมีรายได้ที่มั่นคงแทนการปลูกฝิ่น ตัดไม้ทำลายป่าและทำไร่เลื่อนลอยอย่างในอดีต พร้อมกับการอนุรักษ์ดินและน้ำด้วยการปลูกแฝก โดยมีกรมพัฒนาที่ดินในการรับผิดชอบดูแล

 

          "ที่ดอยอินทนนท์เรามีการแยกพื้นที่ป่ากับพื้นที่เกษตรอย่างชัดเจน ถ้าเป็นพื้นที่ป่าอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้และกรมอุทยาน ส่วนพื้นที่เกษตรเป็นหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินที่จะเข้ามาดูแลฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน เรามีหมู่บ้านที่ต้องดูแลอยู่ 20 กว่าหมู่บ้าน บนเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ มีการประชุมชาวบ้านทุกเดือน มีการพูดคุยถึงพื้นที่เกษตรกรกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ล่าสุดมีหมู่บ้านหนึ่งเกิดดินสไลด์ เมื่อก่อนชาวบ้านไม่ค่อยสนใจไม่ให้ความสำคัญในการปลูกแฝก แต่ตอนนี้เริ่มเห็นผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว"

          สมชาย เขียวแดง ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ เผยภารกิจที่รับผิดชอบในการส่งเสริมอาชีพการเกษตรแก่ชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาที่ในอดีตยึดอาชีพการปลูกฝิ่นและข้าวโพด แต่หลังมีโครงการหลวงก็เปลี่ยนวิถีชีวิตหันมาปลูกพืชผักและไม้ผลเมืองหนาวแทน โดยมีสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบดูแลและประสานหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมาส่งเสริมและพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องดินและน้ำถือเป็นหัวใจหลักสำคัญของการทำอาชีพดังกล่าว 

          "เมื่อ 30 ปีที่แล้ว พืชที่ชาวบ้านปลูกที่นี่คือฝิ่นและข้าวโพด ปลูกข้าวโพดเพื่อเป็นอาหาร ส่วนฝิ่นเป็นรายได้ พอโครงการหลวงเข้ามาก็หาพืชชนิดใหม่มาทดแทนฝิ่น สิ่งที่เราทำคือพืชผักเมืองหนาว ไม้ดอกเมืองหนาว เหตุที่เน้นเมืองหนาวเพราะอยู่พื้นที่สูงอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ซึ่งในหลวงมีดำริว่าบนพื้นที่สูงถ้าเราปลูกพืชเหมือนกับข้างล่างก็ไปแข่งขันกับข้างล่าง ก็ควรหาพืชที่ความแตกต่างและมีโอกาสที่ดีกว่า ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นการลดการนำเข้าพืชผักเมืองหนาวและยังสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านด้วย"

          ผู้อำนวยการสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์เผยต่อว่า กรมพัฒนาที่ดินถือเป็นหน่วยงานหลักที่เข้ามาช่วยเหลือดูแล ตั้งแต่การปรับพื้นที่ดิน การบำรุงรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน เริ่มจากแนะนำให้ชาวบ้านปลูกพืชตระกูลถั่ว แล้วก็เพิ่มการปลูกแฝกเข้าไปด้วยเพื่อป้องกันการชะล้างของหน้าดิน นอกจากนี้ยังแนะนำให้ใช้พื้นที่น้อย ๆ แต่ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งก็หนีไม่พ้นการปรับปรุงบำรุงดิน  

          "ที่อินทนนท์เราจะวางระบบเป็นกลุ่มๆ อย่างชัดเจน หมู่บ้านไหนทำออร์แกนิกก็ออร์แกนิกโดยเฉพาะเลย หมู่บ้านอื่นก็มีมาตรฐานอื่น แต่ก็มีระบบจีเอพี ควบคุมระบบการผลิตในทุกขั้นตอน เหตุผลที่เลือกการเกษตรแบบไหน ขึ้นอยู่กับชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นจะยอมรับการเกษตรแบบไหน เมื่อเขาเอาด้วยเราก็จะวางระบบไว้ตามนั้น"

          สมชาย ย้ำด้วยว่าผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านในโครงการปลอดภัยจากสารเคมี 100% เนื่องจากเรามีการควบคุมระบบการผลิตในทุกขั้นตอนกว่าถึงมือผู้บริโภค โดยเฉพาะสารเคมีที่เกษตรกรใช้จะต้องผ่านการเห็นชอบจากสถานีก่อน ส่วนการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปจำหน่ายก็จะมีการสุ่มตรวจทั้งในแปลงปลูก หน้าโรงคัดแยก ตลอดจนตามห้างสรรพสินค้าที่ผลผลิตนำไปวางจำหน่าย 

          "เรามีหน่วยงานสุ่มตรวจผลผลิตแล้ววิเคราะห์สารตกค้างว่าปลอดภัยหรือไม่ ถ้าไม่ผ่านคุณก็ต้องชะลอการเก็บเกี่ยวหรือบางชนิดก็ต้องทำลาย มาถึงหน้าโรงคัด เราก็สุ่มตรวจอีกครั้ง มีทั้งเราสุ่มตรวจเองและหน่วยงานจากภาคนอกด้วย ถ้าเจอสารพิษตกค้างเราก็ไม่รับซื้อผลผลิต นี่คือสิ่งยืนยันได้ว่าสินค้าโครงการหลวงปลอดภัย 100%" สมชาย กล่าวย้ำ

 

          นับเป็นอีกก้าวของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ในการรณรงค์ให้ชาวบ้านปลูกแฝกในพื้นที่การเกษตรเพื่อป้องกันการชะล้างความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดินและการพังทลายของดิน อันนำมาซึ่งการอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างยั่งยืนนั่นเอง

 

 

--------------------

(ปลูก 'แฝก' ป้องดินโคลนถล่มยั่งยืน อีกก้าว 'เกษตรหลวงอินทนนท์' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)