มุมมองใหม่-พระครูไพบูลย์พัฒนาภิรักษ์นักอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ
พระครูไพบูลย์พัฒนาภิรักษ์นักอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ
“อาตมาตั้งปณิธานไว้ 3 ข้อคือ ข้อแรกจะบูรณปฏิสังขรณ์พุทธสถาน เสนาสนะ และก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกภายในวัดพระธาตุแม่เจดีย์ ข้อสองทำให้วัดเป็นศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยประยุกต์เข้ากับสิ่งแวดล้อม และข้อสามอนุรักษ์ผืนป่าโดยรอบ ครอบคลุมพื้นที่ 7,200 ไร่นอกพื้นที่อุทยานแห่งชาติขุนแจ และขยายไปสู่หมู่บ้านต่างๆ ภายใน ต.แม่เจดีย์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอาตมา” พระครูไพบูลย์พัฒนาภิรักษ์ (ถวัลย์ ปรกฺกโม) ครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่ 7 ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ) ปี 2554 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) บอกถึงจุดเริ่มต้นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ
ปณิธานข้างต้นเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2518 พระครูไพบูลย์พัฒนาภิรักษ์ ได้อุปสมบทที่วัดบ้านแม่เจดีย์ ต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย และไปเห็นวัดพระธาตุแม่เจดีย์มีสภาพรกร้าง เจดีย์ภายในวัดซึ่งมีอายุเก่าแก่หักชำรุดและป่าโดยรอบเสื่อมโทรม จึงชักชวนผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดควบคู่ไปกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการอนุรักษ์ป่าโดยรอบด้วยการขออนุญาตกรมทางหลวงชนบทและกรมป่าไม้ ขุดถนนบางส่วน โดยมีขนาดกว้าง 3 เมตรครึ่ง ระยะทางยาว 5 กิโลเมตร เพื่อแบ่งเขตให้ชัดเจนระหว่างป่าอนุรักษ์กับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน จะได้ไม่เกิดการบุกรุกป่า
นอกจากนี้ พื้นที่ใดที่เป็นเขตป่าอนุรักษ์ก็ได้จัดสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ ไว้ เช่น ปางสมาธิ ปางป่าเลไลยก์ ปางประทานพร รวมทั้งพระสังกัจจายน์ เพื่อเตือนชาวบ้านไม่ให้เข้าไปรบกวนในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเป็นการนำพระพุทธศาสนามาช่วยเตือนสติการอนุรักษ์ป่าไม้ ตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปัจจุบัน ทำให้ขณะนี้ถนนแบ่งเขตระหว่างป่าอนุรักษ์บริเวณวัดพระธาตุเจดีย์กับพื้นที่ทำกินของชาวบ้านได้รับการขุดขยายเพิ่มระยะทางเป็น 60 กิโลเมตร และโครงการป่าชุมชนขยายครอบคลุมทั้ง 14 หมู่บ้านใน ต.แม่เจดีย์ อีกทั้งได้เผยแพร่แนวคิดในการอนุรักษ์ป่าไปสู่จังหวัดต่างๆ
ขณะเดียวกันได้อบรมธรรมะให้แก่นักเรียนโรงเรียนต่างๆ ใน ต.เวียงป่าเป้า เพื่อให้นักเรียนนำความรู้และแนวคิดนี้กลับไปถ่ายทอดสู่พ่อแม่และผู้ปกครอง ช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้ จัดโครงการต่างๆ เช่น การพานักเรียนเดินป่าเพื่อศึกษาธรรมชาติและบอกเล่าถึงคุณค่าของป่าไม้ การชักชวนชาวบ้านอนุรักษ์ป่าต้นน้ำผ่านกิจกรรม เช่น การปลูกป่า การบวชป่า รวมถึงโครงการวังมัจฉา โครงการเขื่อนดอยงู โครงการบ้านชุ่มเมืองเย็น เพื่อสร้างแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์ และสวนสาธารณะซึ่งมีพืชสมุนไพรและไม้ผลต่างๆ
“ป่าไม้ให้ประโยชน์แก่มนุษย์มากมาย ให้ทั้งอากาศ น้ำ อาหาร ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย การอนุรักษ์ป่านั้น อาตมายึดแนวทางท่านปัญญานันทภิกขุ ท่านพุทธทาสภิกขุ และท่านกิตติวุฑโฒภิกขุ ที่เป็นอาจารย์ของอาตมา หลักการมีส่วนร่วมคิดร่วมทำ พระต้องเป็นผู้นำและเข้ากับชาวบ้าน ชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ดึงพวกเขาเหล่านี้มาร่วมเป็นขบวนการอนุรักษ์ป่า และนำพระพุทธศาสนามาช่วยอนุรักษ์ป่าไม้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนาและปรินิพพานในป่า พระองค์ไม่เคยสอนให้ทำลายป่า แต่สอนให้ช่วยกันรักษาป่า" พระครูไพบูลย์พัฒนาภิรักษ์ บอกถึงหลักในการอนุรักษ์ป่า
"อยากให้กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมทางหลวงชนบท ร่วมกันสำรวจพื้นที่ทำกินของชาวบ้านกับป่าอนุรักษ์ในแต่ละตำบล อำเภอภายในจังหวัดต่างๆ แบ่งพื้นที่ให้ชัดเจนด้วยการขุดถนนแบ่งเขตเพื่อป้องกันการบุกรุกป่าทำเป็นที่ทำกิน รีสอร์ท รณรงค์เผยแพร่ความรู้ให้ชาวบ้านได้เข้าใจและเห็นถึงคุณค่าของป่าไม้เพื่อช่วยกันอนุรักษ์ แต่ละพื้นที่ไม่ควรให้เจ้าหน้าที่อนุรักษ์ป่าไม้อยู่ปฏิบัติหน้าที่นานเกิน 2 ปี ต้องใช้กฎหมายลงโทษอย่างจริงจังกับผู้ที่ตั้งใจบุกรุกป่าเพื่อทำที่ทำกิน รีสอร์ท เพราะชุมชนเปรียบเสมือนรั้วล้อมป่า คอยรักษาต้นน้ำ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไว้ให้ลูกหลานได้อย่างยั่งยืน" พระครูไพบูลย์พัฒนาภิรักษ์ แนะทิ้งท้าย



