
เขย่า!!งบ3หมื่นล้านอุ้มราคายาง
เขย่างบ 3 หมื่นล้าน อุ้มราคายาง ช่วยเกษตรกรหรือเอื้อให้นายทุน : รายงานพิเศษ : โดย...ดลมนัส กาเจ
ในที่สุดมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555 มีมติเห็นชอบให้องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 3 หมื่นล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ย 0% โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางต่อจากก่อนหน้านี้ที่เคยอนุมัติมาแล้ว 1.5 หมื่นล้านบาท
สำหรับงบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ที่จะดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางในครั้งนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่รับผิดชอบองค์การสวนยาง และสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ระบุว่า จะรับซื้อยางพาราในราคานำตลาดประมาณ 3 แสนตัน เป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555-วันที่ 31 มีนาคม 2556 โดยจะทยอยขอเบิกจ่ายจากคณะรัฐมนตรีครั้งละ 5,000 ล้านบาท เพื่อทยอยรับซื้อยางพาราในราคานำตลาดครั้งละประมาณ 5 หมื่นตัน ในราคายางแผ่นดิบชั้น 3 กก.ละ 100 บาท และยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 กก.ละ 104 บาท
ทันทีที่ครม.ไฟเขียวงบ 3 หมื่นล้านบาทเพื่อเป็นการพยุงราคายางระลอกใหม่ แม้จะมีแกนนำชาวสวนยางบางส่วนเห็นดีด้วยอย่างนายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ที่มองว่า รัฐบาลเดินถูกทางแล้ว เพราะจะทำให้ราคายางพารากระเตื้องขึ้น แต่ก็ยังมีแกนนำเกษตรกรชาวสวนยางอีกส่วนหนึ่งมองว่า เป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด แก้ปัญหาเพียงเล็กน้อย เนื่องการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางที่รัฐบาลอนุมัติมาแล้ว 1.5 หมื่นล้านบาทก่อนหน้านี้ ยังค้างเงินที่ยังไม่จ่ายให้สถาบันเกษตรกรอีกหลายพันล้านบาท ที่สำคัญยังถูกมองว่า รัฐบาลแก้ปัญหาภาคการเกษตรเป็น 2 มาตรฐาน เสมือนหนึ่งชาวสวนยางพารานั้นเป็นลูกภรรยาน้อย
นายบุญส่ง ระบุว่า ก่อนหน้านี้ราคาซื้อขายยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ตกที่ราคากก.ละ 71 บาท หลังจากครม.อนุมัติงบ 3 หมื่นล้านบาท ราคายางในพื้นที่กระเตื้องขึ้นมาทันที ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กันยายน ราคาซื้อขาย กก.ละ 87 บาท ถือว่ารัฐบาลเดินถูกทางแล้ว เพราะขยายช่องทางในการรับซื้อยางจากเดิมให้เฉพาะสถาบันยางพาราที่เป็นชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยาง เพิ่มมาเป็นสมาคมชาวสวนยางในแต่ละจังหวัด รวมถึงองค์กรของวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มพัฒนาสวนยางสงเคราะห์ด้วย ซึ่งชาวสวนยางสามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ทุกเมื่อ
ขณะที่มุมมองของ นายหลักชัย กิตติพล ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) ระบุก่อนหน้านี้ว่า ราคายางที่สูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาต่อเนื่องเป็นผลมาจากสถานการณ์การแก้ไขปัญหาสภาพเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป หรืออียู และสหรัฐอเมริกา เริ่มดีขึ้น ประกอบกับรัฐบาลไทยเห็นชอบให้ใช้งบประมาณเพื่อรับซื้อยางมากขึ้นนั่นเอง
ส่วนในมุมมองของผู้ที่คลุกคลีอยู่กับวงการยางพารามากว่า 30 ปี อย่าง นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงินการคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย กลับมองว่า งบประมาณที่จะใช้แก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่ ครม.อนุมัติครั้งล่าสุด 3 หมื่นล้านบาทจะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับชาวสวนยาง เพราะการนำมาใช้มีเงื่อนว่า ต้องขออนุมัติจากครม.นำมาใช้ครั้งละ 5,000 ล้านบาท หากขออนุมัติก้อนแรก 5,000 ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการที่จะใช้หนี้สถาบันเกษตรกรอีกหลายพันล้านบาท ที่เกิดจากการโครงการพยุงราคายางที่รัฐบาลอนุมัติมาคราวที่แล้ว 1.5 หมื่นล้านบาท เพราะเงินไม่เพียงพอ และโครงการที่แล้วผู้ได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่มเท่านั้น
นายอุทัย ระบุว่า การแก้ปัญหาราคายางของนายณัฐวุฒิ ที่รับผิดชอบทั้ง อ.ส.ย.และ สกย.ผิดพลาดมาตั้งแต่แรก ที่ได้ทำข้อตกลงร่วมกับประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียที่จะลดปริมาณการส่งออกยางทันที 3 แสนตัน โดยประเทศไทยต้องลดการส่งออกยางทันที 10% ถือเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเสียหายให้เกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก คนที่ได้เปรียบคืออินโดนีเซียที่ต้นยางจะผลัดใบในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งผลผลิตไม่มีอยู่แล้ว แต่ประเทศไทยมีผลผลิตยางออกสู่ตลาดมากที่สุดช่วงเดือนตุลาคม-มกราคมของทุกปี
"ถึงคราวโครงการรับจำนำข้าวอนุมัติงบไปกว่า 2 แสนล้านบาท แต่พยุงราคายางพาราให้มา 3 หมื่นล้าน และต้องขอทีละก้อนครั้งละ 5,000 ล้านบาท ทำเหมือนกับชาวสวนยางพาราเป็นลูกเมียน้อย ผมว่าเรื่องการแก้ปัญหายางพารา น่าจะให้เป็นบทบาทของบริษัทรวมทุนระหว่างประเทศ (ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย) หรือไอโค (IRCO) เราตั้งมากว่า 10 ปีแล้ว และอีกมุมหนึ่ง ผมเห็นเป็นอย่างยิ่งกับกฎเกณฑ์ที่เราตกลงกันที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2544 ผมไปร่วมประชุมด้วย ที่เราควรหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือลดการปลูกยางลง 10% ของไทยเราทำได้ง่าย คือลดในส่วนที่เป็นสวนยางของหน่วยงานรัฐ เช่นขององค์การส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป) มีแสนๆ ไร่ รวมทั้งของ สกย. ของ อ.ส.ย.และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อช่วยเกษตรกร นอกจากนี้รัฐบาลควรพิจารณาปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินเซส (CESS) เหลือกก.ละ 10 สตางค์แทนอัตราการจัดเก็บในปัจจุบัน เพื่อช่วยเกษตรกรอย่างแท้จริง" นายอุทัย กล่าว
สอดคล้องกับแนวคิดของ นายเพิก เลิศวังพง หัวพรรคพรรคยางพาราไทย และอดีตประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ที่มองว่า งบ 3 หมื่นล้านบาท ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาราคายางได้ เพียงแต่บรรเทาเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเป็นเงินที่น้อยนิดเมื่อเทียบกับโครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินกว่า 2 แสนล้านบาท อย่างคราวที่แล้วที่รัฐบาลอนุมัติเงินเพื่อแก้ปัญหาราคายาง 1.5 หมื่นล้าน เป็นการช่วยเฉพาะกลุ่มที่เป็นสถาบันการเงินและนายทุนที่พรรคพวกของนักการเมือง แต่เกษตรกรรายย่อยกลับไม่ได้ประโยชน์ ถือเป็นนโยบาย 2 มาตรฐานที่เห็นได้ชัด
"ผมไม่ทราบว่าจะเอาเงินมาจากไหน อย่างคราวที่แล้วเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ช่วยได้ไม่กี่วันเงินก็หมดแล้ว แถมยังติดหนี้เกษตรกรเสียอีก อย่างที่ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางจังหวัดจันทบุรีที่ผมเป็นประธานอยู่ ก็ยังค้างอีก 120 ล้านบาท ฉะนั้นกองทุนสงเคราะห์ชาวสวนยางเลิศวังพงของผมที่ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี จะไม่ขอร่วมกับโครงการนี้ เพราะผมเห็นว่าเป็นนโยบายที่ผิดพลาด เปิดโอกาสให้ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มนายทุน แม้กระทั่งวิธีการประมูลปุ๋ยที่ให้เกษตรกร ผมเห็นหลายเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล ผมกำลังประชาสัมพันธ์สำนักกองทุนสงเคราะห์ชาวสวนยางจังหวัดต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายไม่ให้ร่วมกับโครงการนี้" นายเพิก กล่าว
นี่เป็นเสียงสะท้อนจากแกนนำเกษตรกร ที่มีมุมมองแตกต่างกัน ซึ่งเสียงสะท้อนเหล่านี้ก็จะเป็นอีกแนวทางที่รัฐบาลควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ และนำไปแก้ปัญหาอย่างเสมอภาค เพราะทุกครั้งที่รัฐอนุมัติงบช่วยเหลือเกษตรกรนั้น มักจะถูกมองว่า เป็นการเอื้อที่ให้นายทุนได้ประโยชน์มากกว่าเกษตรกรนั่นเอง
----------
(เขย่างบ 3 หมื่นล้าน อุ้มราคายาง ช่วยเกษตรกรหรือเอื้อให้นายทุน : รายงานพิเศษ : โดย...ดลมนัส กาเจ)



