
ท้าพิสูจน์วันสิ้นโลกมีจริงหรือ?
ตามรอย "2 ชนเผ่า" พิสูจน์วันสิ้นโลก...มีจริงหรือ?
ต้นตอข่าวร้ายระดับสากลนี้ มาจากการตีความของนักโบราณคดี ซึ่งค้นพบปฏิทินโบราณของชนเผ่ามายา อารยธรรมเก่าแก่ในประเทศเม็กซิโก ระบุว่า ปฏิทินสิ้นสุดลงตรงกับวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 ในวันดังกล่าวจะเกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เรียกว่า "เหมายัน" จะทำให้กลางคืนยาวที่สุดในรอบปี และสอดคล้องกับตำนานเก่าแก่ของชนเผ่าในอเมริกาใต้ที่เชื่อว่า "ดวงอาทิตย์หายไปจากท้องฟ้า" กลางคืนจึงยาวนานผิดปกติ จนต้องทำพิธีเรียกดวงอาทิตย์ให้กลับคืนมา
ขณะที่บันทึกในพระคัมภีร์ไบเบิล ก็ระบุว่า วันดังกล่าวจะเกิดปรากฏการณ์ "ดวงอาทิตย์ค้างฟ้า" ทำให้ "โลกหยุดหมุนชั่วขณะ" นอกจากนี้ในจารึกของชาวสุเมเรียนเมื่อ 6,000 ปีก่อน ว่าจะมีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ ชื่อว่า “นิบีรุ” โคจรเข้ามาในระบบสุริยะชั้นในทำให้โลกถูกแรงดึงดูดมหาศาลเหนี่ยวนำฉุดให้ “แกนโลก” เสียการทรงตัว หรือสลับขั้วเหนือเป็นใต้ เป็นเหตุให้น้ำจะท่วมโลก เกิดคลื่นยักษ์สึนามิเข้าถล่มเมืองต่างๆ จนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างพินาศสิ้นในชั่วพริบตา
ความเชื่อต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในวันสิ้นโลก... ดาวเคราะห์ "นิบีรุ" อยู่ในความสนใจขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ "นาซา" มากที่สุด และมีข้อสงสัยว่าดาวดวงนี้มีอยู่จริง โดยตั้งชื่อว่า "The Planet X" พร้อมกับส่งยานอวกาศชื่อ IRAS ไปสำรวจดาวดวงนี้เมื่อกว่า 20 ปีก่อน ในครั้งนั้นข่าวออกมานำเสนอในหนังสือพิมพ์ว่า ได้พบวัตถุขนาดใหญ่พอๆ กับดาวพฤหัสบดี ที่ริมขอบระบบสุริยะ และพบว่ามีการโคจรที่ผิดปกติของดาวพลูโต น่าจะเกิดจากแรงดึงดูดจากดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ไกลออกไป ?!?
หลายประเทศทั่วโลก ไม่เพียงแค่รอคอยวันสิ้นโลกจะมาถึงเท่านั้น แต่พวกเขากำลังแกะรอยหาคำตอบว่าจะเกิดขึ้นจริงๆ หรือไม่ ไม่เว้นแม้ "เมืองไทย" อย่างทีมงาน "พยัคฆ์ภูเพ็ก" ขันอาสาท้าพิสูจน์วันสิ้นโลก ด้วยการใช้ "สุริยะปฏิทินขอมพันปี" ทำการพิสูจน์ที่ปราสาทภูเพ็ก ต.นาหัวบ่อ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
ทีมท้าพิสูจน์วันสิ้นโลก "พยัคฆ์ภูเพ็ก" นำโดย นพ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ รับหน้าที่คำนวณทางคณิตศาสตร์ เพื่อวัดมุมเอียงของแกนโลก นายสรรค์สนธิ บุณโยทยาน นักพิภพวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือสุริยปฏิทินพันปี รับหน้าที่ออกแบบอุปกรณ์วัดมุมดวงอาทิตย์ และป้อนข้อมูลทางดาราศาสตร์ เพื่อให้ นพ.ศิริโรจน์ คำนวณ และ อ.วรวิทย์ ตงศิริ ผู้ชำนาญการด้านจิตวิญญาณ รับหน้าที่จัดพิธีกรรมแก้อาถรรพณ์ และ นายบุปผา ดวงมาลย์ ผู้นำท้องถิ่นบ้านภูเพ็ก เป็นผู้ช่วย
นายสรรค์สนธิ ขยายความว่า "ปฏิบัติการวันสิ้นโลก" จะเน้นการพิสูจน์ว่า “แกนโลก” ยังคงเหมือนเดิม โดยใช้ข้อมูลดาราศาสตร์ และคณิตศาสตร์ฐาน 60 ซึ่งบันทึกไว้ที่แท่งหินก้อนสี่เหลี่ยม “สุริยะปฏิทิน” และพื้นหินทรายที่ตัวปราสาทภูเพ็กเป็นหลักฐาน โดยจะประกาศผลการพิสูจน์ตัดหน้า "ปฏิทินเผ่ามายา" ภายใน 12 ชั่วโมง!!
โดยจะเริ่มคำนวณตรวจสอบหาตำแหน่งดวงอาทิตย์ ในวันที่ 23 กันยายนนี้ ผลการคำนวณที่ได้จะถูกนำไปใช้คำนวณในวันที่ 20 ธันวาคม ตั้งแต่เวลา 2 ทุ่มเป็นต้นไป เพื่อตรวจสอบสถานภาพของ “ขั้วโลกเหนือ” โดยอิงจากจุดศูนย์กลางของท่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (ท่อโสมสูตร) ของปราสาทภูเพ็ก และยิงพิกัดไปที่ “ดาวเหนือ” พอถึงเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 21 ธันวาคม จะทำพิธีแก้อาถรรพณ์จากดวงดาวพยากรณ์ จนกระทั่งเช้าตรู่ 6 โมงครึ่ง จะตรวจสอบตำแหน่งดวงอาทิตย์ในปรากฏการณ์ “เหมายัน” ด้วย "สุริยะปฏิทิน" คำนวณหามุมตกกระทบของดวงอาทิตย์ และนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสมการ “มุมเอียง” ของโลก ผลลัพธ์น่าจะปรากฏตัวเลขแถวๆ 23.5 องศา ซึ่งเป็นค่าปกติของแกนโลก
ทั้งนี้ การพิสูจน์มุมเอียงของแกนโลก ด้วยหลักดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ นายสรรค์สนธิ อธิบายว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะเอียงจากแนวดิ่งประมาณ 23.5 องศา ทำให้เกิดปรากฏการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ปีละ 4 ครั้ง ได้แก่ 1.วสันตวิษุวัต ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับผิวโลกที่เส้นศูนย์สูตร ทำให้กลางวันเท่ากับกลางคืน ตรงกับวันที่ 21 มีนาคม 2.ครีษมายัน ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับผิวโลกที่เส้นรุ้ง 23.5 องศาเหนือ ทำให้กลางวันยาวที่สุดในรอบปี ตรงกับวันที่ 21-22 มิถุนายน 3.ศารทวิษุวัต ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับผิวโลกที่เส้นศูนย์สูตรอีกครั้งหนึ่ง กลางวันเท่ากับกลางคืน ตรงกับวันที่ 23 กันยายน และ 4.เหมายัน ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับผิวโลกที่เส้นรุ้ง 23.5 องศาใต้ กลางคืนยาวที่สุดในรอบปี ตรงกับวันที่ 21-22 ธันวาคมนี้
ด้าน รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า ปกติแกนของโลกจะทำมุมเอียงประมาณ 23.5 องศากับเส้นตั้งฉากของระนาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ส่งผลให้เกิดฤดูกาลบนโลกมนุษย์ โดยแกนของโลกมีการส่ายเป็นวงกลมรอบละประมาณ 2.6 หมื่นปี และมุมเอียงแกนของโลกอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยระหว่าง 22.1 องศา ถึง 24.5 องศา ในช่วงเวลาประมาณ 4.1 หมื่นปี ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนสลับกับยุคน้ำแข็ง แต่ยังไม่เคยมีหลักฐานว่าหากแกนโลกเสียการทรงตัว จะทำให้เกิดวิบัติภัยธรรมชาติขั้นร้ายแรง
ดร.บุญรักษา แสดงความเห็นเกี่ยวกับการพิสูจน์คำทำนายเกี่ยวกับปฏิทินของชนเผ่ามายาว่า ไม่ถือเป็นเรื่องเสียหายอะไรที่จะช่วยกันทดลองวัดมุมเอียงของแกนโลก โดยใช้วิธีวัดตำแหน่งการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ในจุดศารทวิษุวัต และจุดเหมายัน ซึ่งปกติทั้ง 2 จุดนี้จะห่างกันประมาณ 23.5 องศา หากวัดได้มากกว่านี้ อาจสรุปได้ว่าแกนโลกเอียงมากขึ้น แต่ส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่น่าจะมากกว่า 23.5 องศา นอกจากนี้การที่แกนโลกเอียงมากหรือน้อยขึ้น ส่วนใหญ่ส่งผลแค่การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล แต่ไม่ก่อให้เกิดภัยพิบัติใดๆ
ขณะที่นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในช่วง 300-400 ปีที่ผ่านมานั้น มีบันทึกว่าหลายกลุ่มทั่วโลกพยายามพิสูจน์เรื่องแกนโลกเอียง เพื่อเชื่อมโยงว่ามีผลทำให้เกิดภัยธรรมชาติร้ายแรงบนโลกมนุษย์ เช่น สึนามิ แผ่นดินไหว หรืออาจร้ายแรงขนาดทำให้โลกสิ้นสลายไป แต่ยังไม่มีกลุ่มใดสามารถยืนยันเป็นผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ เนื่องจากตัวเลขที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกขณะนี้ คือแกนโลกยังคงเอียง 23 องศา 27 ลิปดา
"โลกมีอายุประมาณ 6,000 ล้านปี แต่มนุษย์เพิ่งเกิดมาได้ไม่เกิน 5,000 ปี ในอดีตตั้งแต่ยุคอียิปต์มีความพยายามจะอ่านความหมายของดวงดาวหรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงอวกาศตลอดเวลา และชนเผ่ามายาก็พยายามทำเช่นกัน ปฏิทินของชนเผ่ามายา ทำไว้เมื่อ 1,000 ปีที่แล้ว ตรงกับที่ใช้ในโลกปัจจุบัน แต่วันสุดท้ายของปฏิทินเผ่ามายาคือ 22 ธันวาคม 2012 ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า ทำไมพวกเขาถึงหยุดบันทึกไว้แค่วันนั้น คงต้องพิสูจน์กันหลายด้าน อาจมีนัยสำคัญหรือไม่ก็ได้ อยู่ที่การตีความของแต่ละบุคคล ส่วนเรื่องกลุ่มนักวิจัยของไทยต้องการพิสูจน์เรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าสนับสนุน เพราะจะได้เกิดความรู้ใหม่ๆ แต่ปัญหาคือการพิสูจน์เรื่องเหล่านี้จะต้องมีเครื่องมือและการบันทึกที่ทำให้นักดาราศาสตร์ระดับโลกเชื่อถือว่าเป็นการพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จริง ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความเชื่อหรือความศรัทธาอย่างเดียว" ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวแนะนำ



