
ปลัดใหม่กับการแก้ปัญหาเกษตรไทย
ทิศทางแก้ปัญหาการเกษตรไทย ความท้าทายปลัด 'ชวลิต ชูขจร' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ
พลันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นายชวลิต ชูขจร ที่ได้ชื่อว่านักประสานสิบทิศ ก้าวขึ้นรั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป "คม ชัด ลึก" ถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษถึงแนวนโยบายการทำงานและการบูรณาการหน่วยงานในสังกัดเพื่อเป้าหมายทำให้เกิดประโยชน์สู่สุดแก่พี่น้องเกษตรกรไทยนั่นเอง
ภารกิจเร่งด่วนหลังรับเข้ารับตำแหน่ง
เรื่องแรกคือการผลักดันให้งานของกระทรวงเกษตรฯ ทำงานเป็นทีม ซึ่งการจะทำงานเป็นทีมนั้น กระทรวงเกษตรฯ ต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผมคิดว่ามองในแง่ของการบูรณาการ ปัญหาใหญ่ก็คือว่าระหว่าง 14 หน่วยงานในสังกัดกระทรวง กับส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่นหรือแม้แต่ภาคเกษตรกร จะทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนเรื่องใหญ่ที่ผมเน้นก็คือผมจะให้หยิบเรื่องการเอาเกษตรกร หรือเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ทีนี้ถ้าจะเอาตรงนั้นยุทธศาสตร์ของส่วนกลางหรือกระทรวง หรือนโยบายรัฐบาล เราต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัด หรือยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ตรงนี้คงจะต้องให้ความสำคัญ แล้วถ้าเราหยิบตรงนี้มา เอาเกษตรกรเป็นตัวตั้ง หรือเอาพื้นที่เป็นตัวตั้งมันจะตอบโจทย์ได้เยอะเลย
อย่างนโยบายรัฐบาลในเรื่องของการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานเพื่อไปลดรายจ่าย หรือลดต้นทุน ไปเพิ่มรายได้หรือให้เขาเข้าถึงโอกาสนั้น ถ้าเรื่องของคนมีประสิทธิภาพ ความเข้าใจส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคหรือท้องถิ่นตรงกัน การขับเคลื่อนในนโยบายต่างๆ มันก็จะไปได้ เพราะฉะนั้นหัวใจใหญ่ผมมองเรื่องการบริหารจัดการเป็นเรื่องแรก
ทำอย่างไรใช้จุดแข็งของกระทรวงเข้าถึงชาวบ้าน
จุดแข็งของกระทรวงเกษตรฯ มี 2 เรื่องที่จะต้องนำมาใช้เป็นแนวนโยบาย เรื่องแรกคือ กระทรวงเรามีองค์ความรู้ หน่วยงานด้านวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นกรมวิชาการ กรม การข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ องค์ความรู้ในหน่วยงานเรามีเยอะ แต่ว่าความรู้ทางวิชาการเหล่านี้จะทำยังไงให้ไปถึงชาวบ้าน ให้ถึงเกษตรกร ช่องว่างตรงนี้ที่แต่ก่อนมันขาดไปเพราะว่าหน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งจะเป็นตัวต่อยอดเอาลงไปให้ถึงชาวบ้าน กับหน่วยงานที่คุมด้านวิชาการที่ผ่านมาดูเหมือนไม่กลมกลืนหรือไม่ได้พูดคุยกันเท่าไหร่ หรือยังมีช่องว่างอยู่ ก็ควรจะต้องเติมเต็มแล้วก็ให้หน่วยปฏิบัติที่จะเข้าถึงชาวบ้านจริงๆ รับเอาองค์ความรู้ต่างๆ ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ให้ได้ แล้วก็ลงไปให้ถึงชาวบ้าน
อีกเรื่องที่สำคัญคือ โครงการพระราชดำริต่างๆ และโครงการหลวง ต้องถือว่ากระทรวงเกษตรฯ โชคดีที่เราสนองงาน ดูแลโครงการพระราชดำริจำนวนมากกว่า 3-4 พันโครงการ ทั้งด้านน้ำ ด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านดิน โครงการพระราชดำริเหล่านี้กว่าจะพระราชทานออกมาเป็นพระราชดำรินั้น ต้องผ่านการทดสอบ ทดลอง ผ่านมาจากความเดือดร้อนจริงๆ ของชาวบ้าน สังเคราะห์แล้วเจ้าหน้าที่ต่างๆ มาทดสอบ ทดลองจนได้ผลแล้ว พระองค์ท่านก็พระราชทานเป็นแนวทางให้มาปฏิบัติกัน แนวทางเหล่านี้ก็ต้องถือว่าโชคดีที่กระทรวงเกษตรฯ พระราชดำริถือว่าพระองค์ท่านเป็นครูก็ต้องเอามาขยายผลให้ได้ ผ่านโครงการต่างๆ ที่เราดูแลอยู่
นโยบายรับจำนำข้าวในส่วนกระทรวงเกษตรฯ
เรื่องข้าวจริงๆ แล้วกระทรวงเกษตรฯ เป็นต้นน้ำ ก็คือในแง่ของความชัดเจน หลักก็คือทุกอย่างของโครงการของรัฐบาลต้องการที่จะให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับชาวบ้าน โครงการรับจำนำข้าว เจตนาก็คือเพื่อจะให้รายได้ของเกษตรกรสูงขึ้น ทีนี้กระทรวงเกษตรฯ เป็นส่วนหนึ่ง เป็นต้นน้ำ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ถึงมือชาวบ้านให้ได้มากที่สุด เมื่อเราเป็นต้นน้ำเรามีหน้าที่อยู่ 3 ส่วน ส่วนแรกคือ การที่ สศก.ทำคือการคิดต้นทุน ถ้าฐานการคิดต้นทุนถูกต้องนี้ก็จะเป็นประโยชน์ ส่วนที่ 2 คือการรับรองเกษตรกร ถ้าการรับรองถูกต้อง โปร่งใส ไม่มีการเบี่ยงเบน หรือปล่อยให้มีการแจ้งเท็จ ตรงนี้ผลประโยชน์ก็จะถึงชาวนา ชาวไร่โดยตรง สุดท้ายก็ที่ อตก.ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องของการรับจำนำเกี่ยวกับการเก็บรักษา อันนี้เราก็จะดูให้ดีที่สุด ถ้าทุกอย่างออกมาอย่างมีประสิทธิภาพก็จะสามารถทำให้โครงการนี้บรรลุวัตถุประสงค์ในการยกระดับรายได้ได้ดีที่สุด
---------------------
(ทิศทางแก้ปัญหาการเกษตรไทย ความท้าทายปลัด 'ชวลิต ชูขจร' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)



