ไลฟ์สไตล์

'รับจำนำ'ฉุดส่งออกข้าวให้แพ้คู่แข่ง

'รับจำนำ'ฉุดส่งออกข้าวให้แพ้คู่แข่ง

17 ก.ย. 2555

ชี้ชัดอนาคตส่งออกข้าวไทย 'รับจำนำ' ตัวฉุดให้แพ้คู่แข่ง : โดย...ดลมนัส กาเจ

          หลังจากมีการคาดคะเนกันว่า ในปี 2555 ประเทศไทยอาจเสียแชมป์ในการส่งออกข้าวไปยังตลาดโลก มีปริมาณการส่งออกเพียง 6.5 ล้านตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาถึง 39% ขณะที่เวียดนามที่ตัวเลขการส่งออกข้าวพุ่งสูงถึง 7 ล้านตัน ในปีนี้ ตามด้วยอินเดียที่ทำสถิติส่งออกข้าว 7 ล้านตันต่อปี เช่นกันนั้น ทำให้หลายภาคส่วนเริ่มห่วงสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดโลกในอนาคต ล่าสุดสถาบันคลังสมองของชาติ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “อนาคตตลาดส่งออกข้าวไทยจะก้าวไปอย่างไร” ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

 

          การสะท้อนความคิดเห็นบนเวลาทีเสวนาครั้งนี้ค่อนข้างจะชัดเจนว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นการบ่อนทำระบบกลไกของตลาดข้าว ที่ทำให้ราคาข้าวของไทยถีบตัวสูงขึ้น จนทำให้กลุ่มประเทศคู่ค้าหันไปสนใจข้าวจากประเทศคู่แข่งสำคัญของไทย โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ที่คาดกันว่าจะเบียดไทยให้เสียแชมป์ส่งออกข้าวมากที่สุดในตลาดโลก 

          รศ.ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. ระบุว่า จากปัญหาผลกระทบของตลาดส่งออกข้าวไทยในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องมีเวทีสาธารณะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้เกี่ยวข้อง และหวังจะได้ข้อเสนอแนะเพื่อหาทางออกอย่างชาญฉลาดในการพัฒนากลไกตลาดส่งออกข้าวของไทย รวมถึงการดำเนินแนวนโยบายของภาครัฐต่อการเสริมสร้างตลาดส่งออกข้าวระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยหวังว่าในอนาคตจะมีการดำเนินกิจกรรมเป็นระยะ เพื่อสื่อสารความรู้และข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้อง

          ด้าน ผศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงนโยบายรับจำนำข้าวที่มีผลกระทบต่อตลาดข้าวไทย ทั้งราคาข้าวไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เพราะโครงการรับจำนำข้าวส่งผลให้ทุกอย่างสูงขึ้น และอาจทำให้เกษตรกรไทยติดนิสัยในเรื่องการรับความช่วยเหลือแทรกแซงราคาจากภาครัฐเมื่อราคาสินค้าตกต่ำ และอาจกลายเป็นธรรมเนียมของประเทศไทย 

          "โครงการนี้ทำให้ราคาที่เกษตรกรขายได้กับราคาแทรกแซงห่างออกไปมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันกำหนดราคารับจำนำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดของไทยสูงขึ้น เนื่องจากราคารับจำนำมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาข้าวในตลาด รวมถึงราคาข้าวในตลาดโลกด้วย ที่สำคัญไทยได้เสียส่วนแบ่งตลาดให้แก่เวียดนามที่มีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาการผลิตและมีความพยายามลดต้นทุนการผลิตข้าว ทำให้ข้าวของเวียดนามมีคุณภาพดีขึ้น แม้ว่าจะยังต่ำกว่าไทย แต่ด้วยราคาที่ข้าวไทยสูงกว่า ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนหันไปซื้อข้าวจากเวียดนามมากขึ้น" ผศ.ดร.อัทธ์ ระบุ

          อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.อัทธ์ได้เสนอแนะให้รัฐบาลนำระบบสนับสนุนรายได้โดยตรงแก่เกษตรกร โดยไม่ควรตั้งราคาส่วนต่างให้สูงกว่าตลาดมาก และตั้งเงื่อนไขให้เกษตรกรที่สามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มคุณภาพการผลิต ได้รับการสนับสนุนมากกว่าเกษตรกรทั่วไป และควรนำเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำมาทำโครงการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรที่ขาดที่ดินทำกินและสนับสนุนการจัดการชลประทาน รวมทั้งดำเนินการควบคู่ไปกับการส่งเสริมการพัฒนาการผลิตข้าว โดยกำหนดแผนยุทธศาสตร์การตลาดข้าวในระยะยาว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ขายข้าวได้ในราคาที่สูง และสามารถพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูกในระยะยาวได้ด้วย

          ส่วน รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ให้มุมมองว่า แม้ไทยจะมีสต็อกข้าวเป็นอันดับ 4 ของโลก สูงกว่าเวียดนาม โดยมีแอฟริกาและประเทศตะวันออกกลางเป็นลูกค้าสำคัญ แต่ในอาเซียนเวียดนามส่งออกข้าวสูงกว่าไทย จึงนับเป็นอันตรายต่อตลาดข้าวไทย ดังนั้นเราจะต้องดูแลคุณภาพข้าว มิฉะนั้นจะเสียตลาดข้าวได้ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิและข้าวนึ่ง

          "ในปี 2554 รัฐบาลรับจำนำไม่จำกัดปริมาณในราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท สำหรับข้าวเจ้า และข้าวหอมมะลิตันละ 2 หมื่นบาท ทำให้ก้าวสู่การเป็นตลาดข้าวเปลือกผูกขาดโดยรัฐ และเป็นการดึงข้าวจากตลาดแข่งขันของเอกชนไปสู่รัฐ โดยคาดว่าจะใช้งบ 3 แสนล้านบาท เมื่อสิ้นฤดูนาปรังในปีนี้ โอกาสที่ภาครัฐจะขายข้าวได้ราคาสูงมีน้อย และขาดทุนจากการขายข้าวที่ซื้อเก็บในสต็อกขั้นต่ำประเมินไว้ที่ 8 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท เหตุใดรัฐไม่ร่วมมือกับเอกชนในการหาตลาดเพื่อระบายข้าวออกในระดับราคาที่เหมาะสมเพื่อลดการสูญเสีย ที่สำคัญผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่รัฐรับซื้อข้าวในลักษณะของสินค้าคละทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพข้าวในสต็อก เพราะพันธุ์ข้าวปะปนกัน โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพข้าว" รศ.สมพร กล่าว

          ในมุมมองของ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ในฐานะประธานสภาเกษตรกร เห็นว่า เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่กำลังเผชิญอยู่คือ สัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรต้องทำก่อน ดังนั้นเมื่อรัฐบาลเสนอนโยบายที่จะทำให้เกษตรกรที่ยากลำบากมานาน จึงได้รับการตอบรับ เว้นแต่ว่าใครจะเสนอนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและกระทบใจเกษตรกรได้มากกว่า เขาคิดว่ามี 2 โจทย์ที่ควรศึกษา คือ ผลกระทบจากนโยบายรับจำนำ โดยเฉพาะในระยะยาวชาวนาจะได้หรือเสีย และในสถานการณ์เช่นนี้เราจะอยู่อย่างไร โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก

          ขณะที่ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า นโยบายนี้ไม่ได้แก้ปัญหาให้กลุ่มเกษตรกรที่ยากจนอย่างแท้จริง และเป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม โดยในด้านเศรษฐกิจนั้นคาดว่าจะขาดทุนนับแสนล้านบาท เท่ากับร้อยละ 1.2 ของจีดีพี หรือร้อยละ 2.5 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งหากขาดดุลเกินร้อยละ 5 ต่อเนื่องกันจะเกิดอันตรายต่อฐานะการคลังของประเทศ และเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ วิธีเดียวที่จะเป็นไปได้คือ ขายข้าวในโครงการออกไปให้ได้เท่ากับที่รับซื้อมา เพื่อไม่ให้ราคาข้าวสูงกว่าราคาตลาดโลก 

 

          หากประมวลจากความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนที่สะท้อนความเห็นบนเวทีเสวนาในครั้งนี้ การที่รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายรับจำนำข้าว ไม่เพียงทำให้ราคาข้าวไทยสูงขึ้น จนเสียตลาดให้ประเทศคู่แข่งแล้ว ยังจะก่อให้เกิดอันตรายต่อฐานะการคลังของประเทศ และเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ฉะนั้นวิธีเดียวที่จะเป็นไปได้ คือ ขายข้าวในโครงการรับจำนำออกไปให้ได้เท่ากับที่รับซื้อมานั่นเอง

 

 

--------------------

(ชี้ชัดอนาคตส่งออกข้าวไทย 'รับจำนำ' ตัวฉุดให้แพ้คู่แข่ง : โดย...ดลมนัส  กาเจ)