
'เขาเทวดา' ป่าสุพรรณฯ
'เขาเทวดา' ป่าสุพรรณฯ : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง/ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์
"ไปไหนดี" คำถามยอดฮิตในหมู่เพื่อน เมื่อใกล้วันหยุดปลายสัปดาห์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ และครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่เริ่มหารือกันนาน สุดท้ายลงตัวแถวๆ "พุเตย" ป่าชายขอบสุพรรณบุรี ด้าน อ.ด่านช้าง แต่สถานที่ในใจไม่ใช้แค่อุทยานแห่งชาติพุเตย... เขาเทวดา ต่างหากที่เราจะขับรถไปนอนเล่นกัน
ยอดเขาเทวดา เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของสุพรรณบุรี ระดับความสูง 1,123 เมตรจากระดับน้ำทะเล ถือเป็นยอดเขาสูงแห่งภาคกลางอย่างไม่น่าเชื่อ และยิ่งไม่น่าเชื่อ ถ้าจะบอกว่า สุพรรณบุรี ยังมีป่าที่สวยงาม ก็ "อุทยานแห่งชาติพุเตย" ครอบคลุมพื้นที่ เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าองค์พระ ป่าเขาพุระกำ และป่าเขาห้วยพลู รวมเนื้อที่แล้วกว่า 1 แสน 9 หมื่นกว่าไร่ หรือประมาณ 317 ตารางกิโลเมตร
"เจ้าแบล็กกี้" คาริเบียนสีดำ พาหนะคู่ชีพของฉัน เป็นคำตอบสุดท้าย ที่พาเราเดินทางสู่เขาเทวดา ด้วยถังน้ำมันที่มีความจุไม่มากเหมือนรถใหญ่ เลยต้องอาศัยถังสำรองห้อยท้าย แต่ด้วยความที่เคยเข้าไปในเส้นทางนั้น แม้จะคนละสถานที่ แต่ฉันรู้แล้วว่า แค่แวะเติมน้ำมันที่ตลาดด่านช้าง ง่ายกว่าการยกถังน้ำมันหนักๆ 20 ลิตรมาเติมเองเป็นไหนๆ
จากกรุงเทพฯ-สุพรรณฯ ไปทางหนองหญ้าไซ แยกเข้าตลาดด่านซ้าย แวะซื้อเสบียง เติมน้ำมันรถเสร็จสรรพ ก็พร้อมไปใช้ชีวิตอยู่ห่างไกลเมืองใหญ่และผู้คนแล้ว จากตลาดด่านช้างแยกขวา ไปตามถนนสาย 3086 เส้นทางเดียวกับที่ไปบ้านทุ่งมะกอก เพื่อไปบ้านน้ำเอ่อ แหล่งตกปลาเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี และเข้าไปถึงหน่วยไกรเกรียง ด้านท้ายสุดของห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี
ก็นี่ล่ะ กำลังจะบอกว่า แนวยอดเขาเทวดา ของอุทยานแห่งชาติพุเตย เป็นเขตรอยต่อถึง 3 จังหวัด แค่แนวถนนที่ขับรถเข้าไป บางช่วงอยู่สุพรรณฯ ดีๆ เดี๋ยวเดียวเราก็อยู่ในเขตกาญจนบุรี เลาะไปมา แต่ไม่ต้องห่วงเพราะฉันขับไปตามป้ายพุเตย ถนนดีเป็นบางช่วง จนถึงที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งเราเห็นพ้องต้องกัน "แวะซะหน่อย" จะได้ประทับตราในพาสปอร์ตอุทยานแห่งชาติด้วย หลังจากลืมๆ สะสมตราประทับมาซะนาน
แค่บริเวณที่ทำการอุทยานฯ พุเตย ก็สัมผัสได้ถึงความสงบ และธรรมชาติสุดๆ ซึ่งจากที่ทำการไปไม่ไกลนักยังมีป่าสนสองใบ ซึ่งข้อมูลอุทยานฯ บอกว่า มีมากกว่า 1,300 ต้นเชียว แต่ระยะทางแม้ไม่ไกลแต่ต้องใช้เวลาพอสมควร เลยตัดใจ เพราะเป้าหมายของเรา "หน่วยพิทักษ์อุทยานพุเตยที่ 3 ตะเพินคี่" ต้องแยกออกไปถึง 16 กม. เห็นระยะทางแค่นี้ แต่ใช้เวลาพอควร เพราะถนนหนทางยังทรหด ยิ่งช่วงนี้ 4WD ดูจะเหมาะสุด
ตกลงกันเสร็จ ก็จัดการมื้อเที่ยงกันที่นี่ซะก่อนเลย ไปทางหมู่บ้านกล้วยป่าผาก เลี้ยวซ้ายขึ้นเขาอีกประมาณ 14 กม. ไปหมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่ ติดแนวกันชนผืนป่าห้วยขาแข้ง จากถนนลาดยางเปลี่ยนไป จนรู้แล้วว่า ดีที่ไม่เอารถเก๋งมา 55
ระยะทางฝ่าดินลูกรัง ผ่านไร่ข้าวโพด ขึ้นเขาคดโค้งเป็นบางช่วง สองข้างทางเป็นป่ารกครึ้ม บางช่วงข้างเขาเห็นแค่ยอดไม้ เอาเป็นว่าก็อย่าเข้าไปเฉียดมากนัก เกิดดินอ่อนขึ้นมา จะเป็นเรื่อง ฉันว่าถ้าคนชอบขับรถ มาขับเส้นนี้ก็สนุกดี ไม่วิบากขนาดต้องใช้วินซ์ หรือต้องลาก แล้วก็ไม่ถึงกับทำให้เส้นทางเสียหาย กลายเป็นร่องลึกด้วยรอยล้อ
ช่วงหนึ่งที่โผล่ขึ้นสุดเนิน ก่อนจะเป็นทางลงเขา ก็ต้องเบรก เพราะข้างหน้ามีรถขวางทางอยู่ เป็นรถเก๋งเหมือนติดหล่ม เพื่อนลงไปถามไถ่ ได้ความว่า เป็นพระภิกษุสงฆ์ ที่ชาวบ้านนิมนต์มา และกำลังจะเดินทางกลับ แต่ช่วงลงเนินตรงนั้นดันเป็นดินหนังหมูเละๆ หลังฝนตก รถเก๋งเลยหวืดล้อปั่นไม่ไหว รอชาวบ้านมาช่วย
เพื่อนเลยไปช่วยเข็นๆ พอแอบทาง แล้วดูไลน์ไม่ชิดขอบเขาเกินไป พอที่ฉันและเจ้าแบล็กกี้จะไปได้ ฉันขอเข้าเกียร์ 4Low เป็นตัวช่วยเพื่อความอุ่นใจ เจ้าแบล็กกี้ค่อยๆ ไหลลงเนิน กะว่าเหยียบส่งขึ้นเนินข้างหน้า แต่ดันหวืดดินหนังหมู เลยต้องประคอง
"ปื้ดดดดด ปื้ดดดดดดดด" ปั่นอยู่สองรอบก็ส่งตัวเองขึ้นเนินสำเร็จ
"บร๊ะเจ้า... ไม่ได้ปิดกระจก ดินโคลนกระเด็นเข้ามาในรถเปรอะไปหลายแห่ง เฮ้อ...ยิ่งขี้เกียจล้างอยู่" ฉันนึกในใจดังๆ
ตอนเร่งเครื่องขึ้น พระท่านถึงกับอุทาน "โฟร์วีล มันดีหยั่งงี้เอง" เพื่อนที่ตามขึ้นมาสมทบเล่าให้ฟัง เราเลยขำกันว่า คราวหน้าถ้ามา อาจจะได้เห็นเจ้าเก๋งคันนี้เปลี่ยนเป็นโฟร์วีลยกสูงเป็นแน่
จากเนินนี้ไปไม่ไกลนัก มองเห็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ในหุบเขา แต่จะถึงลานกว้างๆ ฝั่งขวามือมีป้ายที่ทำการหน่วยฯ ปักไว้
ถึงแล้ว... เย้ๆๆๆ เขาเทวดาตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า กับพวกเราที่ตอนนี้มีแค่กลุ่มเดียวสมใจ แถมมีเวลาเหลือเฟือที่จะตั้งแคมป์ นั่งจิบกาแฟยามบ่ายแก่ๆ อีกด้วย
นอนตรงไหนดี??... ที่ศาลาเหรอ?? "ไม่เอาอะ ไปกางเต็นท์กันตรงลานโล่งเลยดีกว่า มีต้นไม้ใหญ่โดดเด่นเป็นสง่าอยู่ 1 ต้น กับแถวห้องน้ำและบ้านพักเจ้าหน้าที่ที่ดูแลหน่วย อยู่ไม่ไกลกัน บรรยากาศยามนี้ ดูเหมือนท้องฟ้าวันนั้นเป็นใจ ส่งเมฆปุยๆ มากล่อมเกลา โดยหารู้ไม่ว่า คืนนั้น... จะจัดเต็มให้
คุยไป คุยมา ถามไถ่เจ้าหน้าที่ ซึ่งบังเอิญตอนฉันไป เข้าเวรอยู่คนเดียว จะทิ้งหน่วยขึ้นนอนบนยอดเขาก็ไม่ได้ แล้วยังมีสัมภาระต่างๆ ที่ต้องหาลูกหาบสักคนไปช่วยอีก แถมเพื่อนๆ ก็เริ่มอิดออด แม้จะใช้เวลาเดินไม่น่าจะเกินชั่วโมงถึงยอด... ลงท้ายเลยนอนเล่นอยู่หน้าเขาเทวดานี่ล่ะ ส่วนที่ว่าทำไมเรียกเขาเทวดา ฉันก็ดันลืมถามเจ้าหน้าที่ แต่อาจจะเพราะบนเขามีสารีริกธาตุพระโมคคัลลานะ ให้สักการะ ตามข้อมูลที่ฉันได้มาก็เป็นได้
คืนนั้น ไม่เห็นอาทิตย์ตกดิน เพราะต้นไม้และทิวเขาบดบัง เหลือแต่แสงสุดท้ายแห่งวัน ลอดมาโบกมือลา
ค่ำนี้ อากาศเย็นสบาย แต่ไม่นานก็เริ่มอ้าว มีฝนโปรยเม็ดลงมาบางๆ เราเลยแยกย้ายกันเข้าเต็นท์ใคร เต็นท์มัน ก่อนที่ฝนจะหยุดไป แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึก ด้วยเพราะฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ชนิดไม่ลืมหูลืมตา ไม่นึกว่ามีมนุษย์น้อย 4 ชีวิตนอนในเต็นท์กลางลานโล่ง ที่มานึกอีกทีก็หวาดเสียว ที่ดันอยู่ใกล้ต้นไม้สูงปรี๊ดต้นเดียวกลางที่โล่ง แถมเป็นห่วงช่วงถนนดินหนังหมูที่อาจจะเละกว่าเมื่อวาน
แต่ก็...โชคดีเมื่อคืนนอนกันได้ไม่เปียก โชคดีกว่านั้น แม้ฝนจะหนักแต่ไม่คะนอง และโชคดีชั้นสาม ทะเลหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในหุบยามเช้า ทำเอาเราหอบชุดต้มกาแฟ ฝ่าไร่ข้ามโพดข้ามเนินเล็กๆ ไปเก็บเกี่ยวบรรยากาศงามๆ ยามเช้ากัน
วันนี้หมอกมี เมฆก็หนา ดวงอาทิตย์เลยไม่โผล่มาทักทาย แค่มีแสงลอดมาบ้าง แต่ไม่นานเมฆเทาหม่นก็ลอยต่ำอีก จนต้องเก็บข้าวของกลับแคมป์กัน ไม่นานฝนเจ้าก็มาทักทายอีกระลอก กระทั่งขากลับขับรถออกมาก็ยังมีสายฝนส่งท้ายลงไปถึงถนนลาดยางด้านล่าง
ขากลับ เพื่อนบอกว่า ลองขับกลับอีกทางมั้ย แต่จะผ่านจุดเครื่องบินตก จนได้ชื่อว่า สายศาลเลาดา เพราะมีการตั้งศาลเป็นอนุสรณ์เครื่องบินเลาดาแอร์ที่ตกเมื่อ 26 พฤษภาคม 2534 มีผู้เสียชีวิต 223 คน และซากเครื่องบินยังอยู่ สรุป ...ไปก็ไป
ตลอดทางสายนั้น ฉันบอกแค่ว่า ป่าเขียวครึ้ม ชุ่มฉ่ำ ผ่านจุดที่ตั้งศาลเลาดาที่อยู่ลึกเข้าไป ไม่มีใครคิดอยากไปถ่ายรูปคงเพราะเรื่องเล่าที่ยังได้ยินอยู่ ขากลับยังไม่วายอ้อมไปทาง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี แวะกินข้าวเย็นริมน้ำสะแกกรัง
ครบรสกับคาร์แคมป์ หน้าเขาเทวดา เขตป่าพุเตย ของสุพรรณบุรี แม้จะไม่ได้แวะเที่ยวน้ำตกหรือป่าสน แต่ระยะทางไม่ไกลเกินรัศมี 300 กม.แบบนี้ เป็นเป้าหมายที่ไปได้บ่อยแน่ๆ ขอแค่ผ่านช่วงฝนชุกไปสักหน่อย
.......................................................
('เขาเทวดา' ป่าสุพรรณฯ : คอลัมน์ชวนเที่ยว : โดย...เรื่อง/ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์)



