
บ้านทุกหลังล้วนมี'ความเศร้า'
หนังสือที่เธอถือมา : 'บ้านทุกหลังล้วนมีสมบัติที่ชื่อความเศร้า' : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม
..........
1.
“บ้านทุกหลังล้วนมีสมบัติที่ชื่อความเศร้า”
วันหนึ่งที่ฝนรินๆ แต่เช้ายันบ่าย นักเขียนรุ่นพี่สามคนเดินทางผ่านแถวบ้าน เขาบอกจะแวะกินลาบเป็ดที่ร้านแห่งหนึ่ง สะดวกออกไปพบกันสักรินสองรินหรือไม่ ด้วยความที่ไม่ไกล ผมสะดวกทันที
กินลาบเป็ด เป็นกับแกล้มทั้งกับสุราและสนทนา ภายใต้เพิงเล็กๆ ขณะข้างนอกฝนตก การพูดคุยก็อย่างทั้งเก่าทั้งใหม่ ถ้าไม่ทักทายไถ่ถามถึงเรื่องครอบครัว เรื่องการงาน เรื่องการบ้านการเมือง เรื่องหนึ่งที่ต้องตามมาขอพื้นที่เสมอก็คือ เรื่องสุขภาพ
คนนี้เจ็บ คนนั้นไข้ คนโน้นป่วย คนนู้นนอนโรงหมอ หรือคนนั้นออกจากโรงหมอแล้ว แต่ในฐานะผู้วายชนม์ คนที่เราพูดถึงล้วนเป็นคนที่เรารู้จักมักคุ้น ความตายคือความพลัดพรากอันนำมาซึ่งความเศร้า แม้คนสูงวัยต้องตายด้วยโรคชราตามธรรมชาติ เราก็ย่อมโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์เป็นธรรมดา เป็นการอาลัยสามัญในการจากลาของคนเคยคุยเคยเห็นหน้า มิถึงกับพิรี้พิไรรำพึงรำพันอันใด
แล้วก็ปรารภถึงตัวเอง ว่าใครมีโรคภัยไข้เจ็บเป็นสมบัติประจำตัวหรือไม่ สรุปก็คือแต่ละคนล้วนมีโรคประจำตัว สำหรับคนวัยกลางคนขึ้นแล้ว ใช้ชีวิตสังขารมาระยะหนึ่งแล้ว ดูจะมีคนละโรคสองโรคเป็นสมบัติกันทั้งนั้น หรือถึงแม้ยังโชคดีไม่มีกับตัวเอง ก็มีกับคนในบ้านให้ต้องดูแลรักษา
บ้านผมที่บ้านนอกมีพี่น้อง 9 คน มีครอบครัวกันหมดแล้ว ต่างก็อยู่ดีมีสุขอบอุ่นในชีวิตครอบครัวกันตามอัตภาพ แต่สิ่งที่ทุกคนต้องมีนอกจากความสุขสบายใจทั่วไป ก็คือความทุกข์ ความกังวลใจ หรือความเศร้าที่ใจแต่ละดวงในบ้านแต่ละหลังจะพึงได้รับ เวลาน้องสาวส่งข่าวว่ามีปัญหาสุขภาพ เข้าโรงหมอบ้าง ผ่าตัดบ้าง ผมรู้สึกเศร้าและกังวลใจ ก็ช่วยได้เท่าที่อาจสามารถทำ เบื้องต้นก็ให้กำลังใจ ครั้นพอรู้ว่าคนป่วยอาการดีขึ้น ก็พลอยรู้สึกเป็นสุขสบายใจไปด้วย ความรู้สึกนี้มิได้เกิดขึ้นฝ่ายเดียว เพราะผมเองก็มีโรคประจำตัวให้พี่น้องเป็นห่วงเช่นกัน เพียงแต่มันก็เป็นเรื่องเล็กๆ ในส่วนตัวหรือส่วนครอบครัวเท่านั้น
แม้กับคนรู้จักกันทั่วไป เวลาพบกันมักจะได้ยินข่าวเขาเจ็บไข้ด้วยโรคนั้น หรือพ่อแม่ของเขาได้ป่วยด้วยโรคโน้น บางรายร้องไห้เมื่อรู้จากหมอว่าแม่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง แต่ยังไม่กล้าบอกให้แม่รู้ เพราะแม่แก่แล้วและกำลังมีความสุขกับชีวิต การบอกความจริงกับแม่ กลายเป็นเรื่องยุ่งยากใจอย่างยิ่ง
“บ้านทุกหลังล้วนมีสมบัติที่ชื่อความเศร้า”
2.
รุ่นพี่อีกคน เป็นนักเขียนและครู ถือโอกาสเล่าเรื่องของเขาให้ฟังบ้าง ผมฟังแล้วรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก แม้ผู้เล่าจะเล่าด้วยอารมณ์ปกติที่ทำใจได้แล้ว
เขาบอก-เพิ่งสูญเสียภรรยาคู่ชีวิตไป ภรรยาของเขาประสบอุบัติเหตุถูกรถชน กลายเป็น “เจ้าหญิงนิทรา” อยู่ร่วมปี เขาบอกชาตินี้ก็เพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่า “เจ้าหญิงนิทรา” ระหว่างนั้นเขาปฏิบัติดูแลภรรยาอย่างดี หมอบอกต้องผ่านั่นเปลี่ยนนี่ ด้วยความรักภรรยาเขาก็เต็มใจทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเสียค่าใช้จ่ายอย่างไร เป็นภาวะที่เขาต้องเผชิญ เรียนรู้ ปฏิบัติ ทั้งต่อภรรยาอันเป็นที่รัก จิตใจของตัวเอง เขาบอกสิ่งที่เขาทำเป็นเหมือนการปฏิบัติธรรมในชีวิตจริง กระทั่งบรรลุกระจ่างใจหลายอย่างในระหว่างการอยู่กับความทุกข์เศร้า
ฟังแล้วขนลุก ตื้นตัน กระทั่งความเศร้าในเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยธรรมดากลายเป็นเรื่องเล็กๆ คนเราต่างมีเรื่องราวส่วนตัว มีความสุขส่วนตัว มีความเศร้าส่วนตัว แต่การได้แบ่งปันสถานะความรู้สึกเหล่านี้ ในหลายครั้งก็เป็นบทเรียน หรืออุทาหรณ์ให้ได้ใคร่ครวญ ขณะที่เรามีความรู้สึกว่ามีสมบัติที่เรียกว่าความเศร้าติดบ้านตัวเองนั้น ภายในบ้านหลังอื่นก็มีเช่นกัน อาจเรียกได้ว่าบ้านทุกหลังในโลกนี้มีสมบัตินี้ร่วมกัน บ้านคนอุดมด้วยทรัพย์สินก็มีสมบัติความเศร้า บ้านคนอัตคัดยากไร้ก็มีสมบัติความเศร้า
จะมากหรือน้อยก็ต้องมีทั้งนั้น ในวิถีของสุขภาวะ ในครรลองของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
3.
“เราทุกคนล้วนต้องถูกทดสอบ เพียงแต่มันไม่ได้มาในรูปแบบเดียวกัน”
พลันผมนึกถึงบางถ้อยคำจากหนังเรื่องฝรั่งเรื่องหนึ่ง!
--------------------
(หนังสือที่เธอถือมา : 'บ้านทุกหลังล้วนมีสมบัติที่ชื่อความเศร้า' : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม)



