ไลฟ์สไตล์

'ร.ร.บ้านสันกอง'สถานศึกษายอดแย่สู่ยอดเยี่ยม

'ร.ร.บ้านสันกอง'สถานศึกษายอดแย่สู่ยอดเยี่ยม

14 ก.ย. 2555

'ร.ร.บ้านสันกอง'สถานศึกษายอดแย่สู่ยอดเยี่ยม บ้านหลังที่ 2 ของเด็กชาวเขา : โดย...ชุลีพร อร่ามเนตร

                 “โรงเรียนบ้านสันกอง จ.เชียงราย” หนึ่งในโรงเรียนขนาดกลางที่มีนักเรียนมากกว่า 500 คน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีนักเรียนชาวเขาไร้สัญชาติเข้าเรียนถึง 96% ถือเป็นอีกหนึ่งโรงเรียนด้อยโอกาสที่กลายเป็นโรงเรียนต้นแบบในการจัดกระบวนการเรียนรู้สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ตามโครงการพัฒนากระบวนการเรียนรู้สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ร่วมกับ Asia-Pacific Cultural for UNESCO (ACCU) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

                 นายอุทัย พูลเมืองคำ ผู้อำนวยการ ร.ร.บ้านสันกอง จ.เชียงราย ซึ่งอยู่มายาวนานถึง 18 ปี ย้อนเล่าถึงอดีตสถานศึกษายอดแย่ว่า ร.ร.บ้านสันกอง เป็นโรงเรียนขนาดกลาง ที่สร้างขึ้นเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา และสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยเฉพาะชาวเขาเผ่าอาข่า ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กชาวเขาเผ่าอาข่า ที่เริ่มแรกมีเพียง 200 กว่าคน และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากชนเผ่าอาข่าได้อพยพมายังพื้นราบมากขึ้น จนทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนครู ห้องเรียนไม่เพียงพอ อุปกรณ์การเรียนการสอนไม่พร้อม

                  “ช่วงแรกของโรงเรียน ยอมรับว่าไม่พร้อมในหลายเรื่อง ยิ่งมีนักเรียนมากขึ้น แถมเป็นเด็กที่มาจากชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ อ่าน ออก เขียนหนังสือ หรือแม้แต่พูดไทยยังไม่ได้ การจัดกระบวนการเรียนการสอนจึงเป็นไปได้ยากลำบาก แต่ผมและครูทุกคนก็ไม่ท้อถอยพยายามพัฒนาโรงเรียนตลอด จนกระทั่งทางโรงเรียนได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนในการพัฒนาโรงเรียน รวมถึงได้รับงบประมาณจากหน่วยงานรัฐ เอซีซียู และสพฐ.ในการเข้ามาพัฒนาครู ส่งเสริมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้วิธีกรณีศึกษา 7 ขั้นตอน ได้แก่ การสังเกต การตั้งคำถาม การรวบรวม การสืบค้นข้อมูล การสรุปสร้างความเข้าใจ การนำเสนอ และที่สำคัญการเรียนแบบพาเด็กไปสู่การคิดการแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงบริบทของชุมชน”

                 กระบวนการเรียนรู้ตามแบบวิธีกรณีศึกษา “ร.ร.บ้านสันกอง” ได้มีการจัดแบ่งช่วงชั้นการเรียนรู้ โดยนักเรียนระดับอนุบาลถึง ป.3 จะใช้โรงเรียนเป็นฐานเรียนรู้ ส่วนชั้นป.4-ป.6 ใช้ชุมชนเป็นฐานเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาสภาพของชุมชน วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา

                “การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งที่จำเป็นที่สุด คือทุกฝ่าย โรงเรียน ครอบครัว ชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งชุมชนถือเป็นขุมทรัพย์ของการเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สามารถใช้ชุมชนเป็นสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาองค์ความรู้ให้นักเรียนที่ไม่สามารถหาซื้อได้จากตำราเรียน ขณะเดียวกันชุมชนเองก็ได้ซึมซับหลักวิชาการและกระบวนการสมัยใหม่สู่การปฏิบัติจริงในวิถีชีวิต และการทำมาหากิน”

                เด็กจะมีพัฒนาการที่ดีได้ นายอุทัย บอกว่าพวกเขาต้องได้รับการเรียนรู้ตลอดเวลา โรงเรียนจึงพยายามจัดหาสิ่งดีๆ ให้แก่เด็ก โดยเฉพาะนักเรียนชาวเผ่าอาข่า โรงเรียนเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 ที่พวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่เกือบทั้งวัน โรงเรียนต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ไม่ใช่ให้แต่ความรู้ด้านวิชาการ แต่ต้องให้ทักษะชีวิต อาชีพแก่พวกเขาด้วย ดังนั้น กิจกรรมต่างๆ จึงมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับเด็ก เช่น ทางโรงเรียนจำลองหมู่บ้าน เพื่อให้นักเรียนได้มีรับผิดชอบ มีวินัย เรียนรู้อาชีพต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว และชุมชนให้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลให้โรงเรียนกลายเป็นสถานศึกษายอดเยี่ยม

               ปัจจุบัน “ร.ร.บ้านสันกอง” กลายเป็นสถานศึกษายอดเยี่ยม ที่มีนักการศึกษาทั้งไทยและนานาชาติแวะเวียนมาเยี่ยมชมการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ครูนิภา สมแดง ครูสอนนักเรียน ร.ร.บ้านสันกองมา 12 ปี เล่าว่ารู้สึกดีใจมากที่วันนี้โรงเรียนได้รับการยกนิ้วให้เป็นโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และมีนักการศึกษาจากทั่วโลกมาเยี่ยมชม ให้การสนับสนุน เพราะต่อให้โรงเรียนมีการจัดการศึกษาที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่หากไม่มีใครให้ความสนใจ หรือเข้ามาช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง การพัฒนาก็ต้องหยุดนิ่ง

             “โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนเล็กๆ ที่เกิดจากการพัฒนาโดยทุกคนเข้ามาช่วยเหลือ โดยเฉพาะชุมชน ที่ถือเป็นแกนสำคัญในการจัดการศึกษา เพราะถ้าชุมชน ซึ่งมีแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญามากมายไม่เข้ามาช่วยกันพัฒนาเด็กให้เติบโตเป็นคนดี ปัญหาที่อยู่รายรอบชุมชน เช่น ยาเสพติด จะเข้ามาชักชวนทำให้เด็กหลงผิดได้ ซึ่งทุกโรงเรียนสามารถพัฒนาจากสถานศึกษายอดแย่สู่ยอดเยี่ยมได้ หากทุกฝ่ายให้การช่วยเหลือ”

             เด็กคนหนึ่งจะเติบโตเป็นคนที่สมบูรณ์ได้ ต้องมาจากการปลูกฝังสิ่งดีๆ น้องดุจดาว เซอหมื่น นักเรียนชั้นป.3 เล่าด้วยน้ำเสียงสดใสว่าชอบมาโรงเรียนมากๆ เพราะที่โรงเรียนมีกิจกรรมให้ทำมากมาย โดยเฉพาะการเรียนภาษาไทย กับคณิตศาสตร์ ที่มีเกมสนุกๆ  มีคำศัพท์มากมาย มีโจทย์คณิตศาสตร์ที่ให้พวกหนูได้ช่วยกันคิด ช่วยกันหาคำตอบ ซึ่งเป็นการเรียนการสอนที่ไม่ได้เน้นให้ท่องจำ แต่เน้นให้เกิดการมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมที่ครูจะสร้างสรรค์ขึ้น

             อยู่โรงเรียนมีความสุข สนุกมากกว่าอยู่บ้าน น้องดุจดาว เล่าต่อว่า ที่บ้านของพวกหนูไม่มีอะไรเลย สนามเด็กเล่น ที่ทำนา บ่อเลี้ยงปลา แปลงผัก ของเล่น หนังสือเรียนก็ไม่มี โรงเรียนจึงเป็นบ้านหลังที่ 2 ของพวกเราที่จะมากันแต่เช้า เพื่อมาทำกิจกรรมที่โรงเรียน และจะกลับบ้านกันเย็นๆ เพื่อไปช่วยเหลือทำงานที่บ้านกับชุมชน ดังนั้น วิถีชีวิตของเด็กชาวเขาอย่างพวกหนู หากไม่ได้รับการดูแล เข้ามาช่วยพัฒนาความรู้ อาชีพให้แก่พวกหนู คุณภาพชีวิตคงไม่ดีขึ้น

             คุณค่าของการศึกษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณรู้หนังสือหรืออ่านออกเขียนได้ แต่พ่อแม่และคนในชุมชนของนักเรียน ร.ร.บ้านสันกอง เห็นคุณค่าของการศึกษาจากการที่เห็นลูกหลานของบ้านสันกองได้รับการดูแลเอาใจใส่และพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ในช่วงเวลา 6 ปี ในโรงเรียนจึงเปรียบเสมือนบ้านที่เปิดรับเด็กทุกคนและเป็นบ้านที่ไม่มีวันปิด

........................................
(ร.ร.บ้านสันกอง”สถานศึกษายอดแย่สู่ยอดเยี่ยม บ้านหลังที่ 2 ของเด็กชาวเขา : โดย...ชุลีพร  อร่ามเนตร )