
"มะเร็งลำไส้ใหญ่" รู้เร็ว รักษาได้
ปัจจุบันมีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่รายใหม่ในประเทศไทยสูงขึ้นกว่าในอดีต เนื่องจากวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะวัฒนธรรมการบริโภคอาหารที่คล้ายคลึงกับประเทศในแถบตะวันตกมากขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลโดยตรงคือ กรรมพันธุ์ และพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีสารก่อมะเร็งเป็นประจำ เช่น เนื้อแดง อาหารปิ้งย่าง รวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
ผู้ที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยแล้วว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ใช่ว่าจะหมายถึงการสูญเสียชีวิตเสมอไป ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันที่สามารถตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น อันเป็นระยะที่แพทย์ให้ความเห็นว่ายัง "รักษาให้หายขาดได้"
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ 90% คือผู้มีอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป โดยก่อนหน้านั้นผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใดมาก่อนเลย สามารถสังเกตสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ได้จากความเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย เช่น ท้องผูกหรือท้องเสียบ่อย อุจจาระมีก้อนเล็กลงหรือมีมูกเลือดปน ร่วมกับอาการทางร่างกาย เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือผอมซูบซีด
หากคนไข้มีอาการเหล่านี้ แนะนำว่าควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายทันที เพราะหลายครั้งพบว่าผู้ป่วยมักละเลยสัญญาณเตือนดังกล่าว ทำให้ระยะอาการของโรคลุกลามไปมากจนเสียโอกาสในการรักษาตัว
การตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ได้ผลดีที่สุด แนะนำให้คนไข้ทำเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป คือ "การส่องกล้อง" (Colonoscopy) ซึ่งสามารถตรวจดูลักษณะภายในของลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ทั้งหมด ในตัวกล้องจะมีช่องสำหรับดูดน้ำ รวมถึงช่องใส่อุปกรณ์ในการรักษาและตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำมาตรวจ ซึ่งหลังการส่องกล้องแล้วพบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก แพทย์จะทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อตรวจวัดระยะอาการ (Stage of Cancer) และแสดงตำแหน่งของเซลล์มะเร็งว่ากระจายไปมากน้อยขนาดไหน ถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ เพราะจะมีผลต่อการวางแผนกำหนดวิธีการรักษาในลำดับถัดไป
มะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบตั้งแต่ในระยะแรกๆ สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดใหญ่ และการผ่าตัดผ่านกล้อง
การผ่าตัดใหญ่ หมายถึง การผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อเข้าไปตัดลำไส้ส่วนที่มีเซลล์มะเร็งออกทั้งหมด
การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) ซึ่งใช้กับผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งขนาดเล็กและยังไม่กระจายไปยังตำแหน่งอื่น ข้อดีของวิธีนี้คือ แผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กแค่ประมาณ 1 เซนติเมตร ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดน้อยลงและใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน
กรณีที่คนไข้มาพบแพทย์ช้า หรือมาในขณะที่อาการของโรคเริ่มปรากฏแล้ว เช่น เนื้องอกโตมากจนขัดขวางทางเดินของลำไส้ หรือบางรายอาจขยายปิดทางเดินในลำไส้ใหญ่จนเกิดการอุดตัน ขับถ่ายไม่ได้ กรณีอย่างนี้ไม่สามารถผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกทันทีได้ เนื่องจากแผลผ่าตัดจะติดเชื้อเพราะอุจจาระซึ่งอุดตันอยู่ ต้องมีวิธีการพิเศษซึ่งแบ่งเป็น 2 วิธี
1.ผ่าตัดเปิดหน้าท้องแล้วให้คนไข้ระบายอุจจาระออกทางหน้าท้องให้หมดก่อน โดยใช้เวลาราว 6-8 สัปดาห์จนลำไส้ใหญ่ยุบตัวลง จากนั้นจึงตัดเนื้องอกออกแล้วต่อลำไส้กลับเหมือนเดิมได้
2.การส่องกล้องไปยังจุดที่อุดตัน แล้วใช้สเต็นท์ (Stent) ถ่างบริเวณที่มีเนื้องอกออก เสร็จแล้วจึงใช้ยาระบายล้างลำไส้จนสะอาดขึ้นและมีขนาดเล็กลง หลังจากนั้นสองวันเราก็ผ่าตัดเนื้องอกได้เลย
ข้อดีของวิธีนี้คือ คนไข้ไม่ต้องใส่ถุงหน้าท้อง และไม่ต้องให้ยาเคมีบำบัดในระหว่าง 6-8 สัปดาห์ที่ต้องรอให้ลำไส้ยุบ
ข้อเสียก็คือ ความยากในการทำ เพราะบริเวณลำไส้ส่วนที่อุดตันอยู่จะมีสภาพเปื่อยยุ่ย ซึ่งง่ายต่อการฉีกขาดหรือทะลุได้เมื่อใส่เครื่องมือเข้าไป ดังนั้นจึงต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ที่มีประสบการณ์ในระดับหนึ่ง
ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะที่ 3-4 ซึ่งโรคลุกลามไปมากแล้ว การรักษาก็จำเป็นต้องใช้การให้ยาเคมีบำบัดและการฉายแสงร่วมกับการผ่าตัดควบคู่กันไป
ผศ.นพ.ยุทธนา ศตวรรษธำรง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารและตับ
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร.0-2667-2000



