ไลฟ์สไตล์

'สุกุมล'เปิดศูนย์เฝ้าระวังโบราณสถาน

'สุกุมล'เปิดศูนย์เฝ้าระวังโบราณสถาน

10 ก.ย. 2555

'สุกุมล' สั่งกรมศิลปากรเฝ้าระวังโบราณสถานในพื้นที่เสี่ยง พร้อมเปิดสายด่วน 1765 ให้ปชช.ร่วมแจ้งข้อมูลดูแลโบราณสถานไทย

                           10 ส.ค.55 นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า จากที่ขณะนี้มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง จนเกิดสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคเหนือหลายจังหวัดนั้น ในส่วนของโบราณสถาน เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานว่ามีโบราณสถานแห่งใดได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้กรมศิลปากรประสานงานกับสำนักศิลปากรในพื้นที่เสี่ยง เตรียมพร้อมการรับมือสถานการณ์ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและในพื้นที่เสี่ยง จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำและให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ทั้งในจังหวัดสุโขทัย อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะโบราณสถานในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยที่วัดไชยวัฒนารามนั้น ได้เพิ่มระดับความสูงของแนวกำแพงริมฝั่งแม่น้ำอีก 50 เซนติเมตร และได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้รองรับ

                           นางสุกุมล กล่าวอีกว่า จากกรณีที่เจ้าหน้าที่องค์การยูเนสโก ได้ลงพื้นที่วัดไชยวัฒนารามเมื่อเร็วๆนี้ ตนได้รายงานถึงความคืบหน้าการบูรณะโบราณที่เสียหายจากสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงการจัดระบบป้องกันน้ำทั้งหมด ทำให้ทางยูเนสโกรู้สึกพอใจกับการบูรณะ และมั่นใจกับการป้องกันโบราณสถานของไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตามเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่โบราณสถานต่างๆ กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้เปิดสายด่วน 1765 ให้ประชาชนได้แจ้งข้อมูลต่างๆ และสอบถามถึงการดูแลโบราณสถาน และแนวทางการบูรณะซ่อมแซมต่างๆ ทั้งโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียน และไม่ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรด้วย

 

ยูเนสโกแนะจับตา 'One laptop per child'

 

                           กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับสำนักงานองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำกรุงเทพฯ บริษัทอินเทล และ International Telecommunication Union (ITU) จัดการประชุมระดับรัฐมนตรีเอเชียและแปซิพฟิกด้าน ICT ในการพัฒนาการศึกษา ประจำปี 2555 (Asia-Pacific Ministerial Forum on ICT in Education  2012 : AMFIE) ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มประเทศในเอเชียและแปซิฟิก 24 ประเทศเข้าร่วม โดย มีพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย นางอิรินา โบโกวา (H.E.Madame Irina Bokova) ผู้อำนวยการองค์การใหญ่ยูเนสโก ดร.กวาง โจ คิม ผู้อำนวยการยูเนสโก กรุงเทพฯ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการ ศธ. และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมในการประชุม

                           โดยนางอิรินา กล่าวว่า ตั้งแต่ประกาศปฏิญญาจอมเทียนที่ประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.2533 มีเป้าหมายจัดการศึกษาเพื่อปวงชน หรือ Education For All ให้สำเร็จภายในปี 2558 นั้น ก็มีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้น คนจำนวนมากขึ้นเข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น รวมถึงมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้นหลายอย่าง โดยเฉพาะการลดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเพศ  อย่างไรก็ตามเหลืออีกเพียง 3 ปี จะถึงปี 2558 แต่ยังมีเด็กอีก 67 ล้านคนที่ยังไม่ได้เข้าเรียนอยู่ ไม่ได้เข้าประถมศึกษา และทั่งโลกยังขาดครูอยู้ถึง 1.9 ล้านคน เพื่อมาเพิ่มการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และมาสนับสนุนการสร้างทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีสมัยใหม่นั้นจะมีส่วนในการส่งเสริมการเรียนรู้

                           นางอิรินา กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ยูเนสโกยินดีที่จะสนับสนุนรัฐบาลไทยในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ตลอดจนการฝึกอบรมและพัฒนาในส่วนต่างๆ อย่างไรก็ตามในส่วนของโครงจัดหาแท็บเล็ตมาให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 นั้น ต้องยอมรับว่าไอซีทีเป็นสิ่งจำเป็นมาก ซึ่งไม่เฉพาะแต่ครูและเด็กเท่านั้น แต่รวมถึงคนในครอบครัวด้วย การจัดหาแท็บเล็ตให้เด็กเท่ากับเป็นการแนะนะเทคโนโลยีใหม่ให้ครอบครัวของเด็กได้รู้จักด้วย ซึ่งจะมีส่วนเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กและครอบครัว เพราะเราสามารถใช้แท็บเล็ตหาความรู้เรื่องต่างๆ ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตได้ด้วย ตั้งแต่สภาพภูมิอากาศ การดูแลสุขภาพ ความรู้ในเรื่องการประกอบอาชีพด้วย และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมยูเนสโกให้การสนับสนุนโครงการนี้ แต่ก็จะติดตามและประเมินผลกระทบของนโยบายนี้ด้วย

                           นางอิรินา กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ยูเนสโกกำลังจัดทำโครงการ Mobile Education Learning เป็นการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งใช้กันอย่างแพร่กลายในโลกปัจจุบันมากกว่าระบบเทคโนโลยีอื่นๆมาใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษาให้กลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลด้วย ช่วยทำให้สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ ขจัดการไม่รู้หนังสือด้วย อย่างไรก็ตามในการประชุมยูเนสโกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 จะมีการนำโครงการนี้เข้าไปหารือกับประเทศสมาชิกของยูเนสโกด้วยเพื่อขยายโครงการไปยังประเทศต่างๆ

                           นายกวาง โจ คิม ผู้อำนวยการยูเนสโก กรุงเทพฯ กล่าวว่า การดำเนินโครงการของรัฐบาลไทย ที่จัดหาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้โรงเรียนทุกแห่งนั้นเป็นการริเริ่มที่ดีมาก ยอมรับว่าการพัฒนาการจัดการศึกษาต้องมีการลงทุน และต้องมีความตั้งใจจริงในการสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง อย่างไรก็ตามการมอบแท็บเล็ตให้แก่เด็กนั้นจะต้องไม่คำนึงถึงเรื่องตัวเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องคำนึงถึงเรื่องระบบอินเทอร์เน็ตไร้สาย การพัฒนาครู และระบบการสนับสนุนด้วย  เราจำเป็นต้องมั่นใจว่า Content จะต้องมีพร้อม ขณะที่ต้องมีการอบรมพัฒนาครูไว้รองรับ

                           นายกวาง โจ คิม กล่าวต่อว่า ยอมรับว่าในการเริ่มต้นจะต้องมีอุปสรรค แต่สิ่งเหล่านี้สามารถแก้ไขและพัฒนาได้ ดังนั้นการพัฒนาครูและการสนับสนุนโครงสร้างและอุปกรณ์อื่นๆ ก็จะทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จได้ อย่างไรก็ตามยูเนสโกจะติดตามการดำเนินโครงการแจกแท็บเล็ตของรัฐบาลไทยไประยะหนึ่งก่อนที่จะมีการประเมินผล และพิจารณาอีกครั้งว่าจะเสนอแนะประเทศอื่นๆ ในการนำแท็บเล็ตมาใช้เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนหรือไม่ แต่การใช้เทคโนโลยี เป็นทักษะจำเป็นในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

                           นายจอห์น เดวี่ รองประธานบริษัทอินเทล กล่าวว่า เราจำเป็นต้องมีการประเมืนเพื่อดูว่าเราจะพัฒฯการใช้แท็บเล็ตอย่างไร แต่เรื่องที่น่าเป็นห้ววง และกังวลคือครูที่ต้องใช้แอนนิเมชั่น เสียงมาให้ นร.ได้เรียนรู้และยพายามดูแลว่าเด็กได้เรียนรู้จากการใช้แท็บเล็ต โดยมองในแง่ขององค์รวม นอกเหนือจากมองการใช้ประโยชน์จากการใช้แท็บเล็ต ต้องมองผลกระทบด้วยเพราะเด็กแต่ละคนอาจจะไม่สามารถใช้แท็บเล็ตได้ในเวลาที่เท่ากัน