
ศิลป์แห่งแผ่นดิน:ตัวตนบ่นในร้านกาแฟ
ศิลป์แห่งแผ่นดิน : ตัวตนบ่นรำพึง(ในร้านกาแฟ) : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ
ช่วงนี้ฝนตกทุกวัน บ้านป่าของผมเต็มไปด้วยงูเงี้ยวเขี้ยวขอ แมลงป่อง ตะขาบ ตะเข็บ และมดนานาชนิด สิ่งชีวิตล้วนต่างเอาตัวรอดหลบภัย สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ดังที่เอ่ยนามมานั้น พากันมาอาศัยอยู่กับผม “กระท่อมเกี่ยวก้อย” ก็เลยโกลาหล
ผมพาครอบครัวหนีไปอยู่บ้านดอน บ้านตายายของลูกๆ เด็กๆ สนุกสนานกันดีได้เปลี่ยนบรรยากาศ มีแต่ผมที่มีปัญหา เพราะไม่มีที่ทำงาน ที่ทำงานประจำที่บ้าน คือเปลที่ผูกไว้ระหว่างต้นยางนา เก้าอี้โยกตัวหนึ่ง โต๊ะไม้จริงขนาดใหญ่ (50x120ซม.) เก้าอี้มีพนักพิง และม้านั่งยาว 2 ตัว เป็นทั้งที่ทำงาน และที่รับแขก จะเรียกว่า “ห้อง” ก็ได้ มีกิ่งไม้ใบไม้เป็นผนัง และฝ้าเพดาน พื้นคือลานดินเรียบกว้าง แต่ทว่ายามหน้าฝนกลายเป็นปลักเลน เละเทะ เลอะเทอะ เต็มไปด้วยเศษใบไม้กิ่งไม้หมักหมมถมทับ
ผมก็เลยต้องหาที่ทำงานใหม่.. บางทีไปอาศัยนั่งเขียนหนังสือในร้านกาแฟตามสถานีบริการน้ำมัน ปั๊มน้ำมันสมัยนี้เป็นสถานที่ที่น่ารื่นรมย์ มีร้านกาแฟไว้บริการ ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้บริการบ่อยทั้งๆ ที่ไม่ใช่คอกาแฟพันธุ์แท้ แค่จิบอึกสองอึก สั่งมาพอเป็นพิธี เพราะเกรงใจที่มานั่งร้านเขาเอาเป็นที่ทำงาน แต่ก็นั่นแหละ บางทีร้านกาแฟบางร้านก็เปิดเพลงดังเกินไป เหมือนว่าเปิดเพลงบริการแขก แต่ไปๆ มาๆ ดูน่าจะเปิดฟังเองเสียมากกว่า ผมว่าถ้าจะเปิดเพลงก็น่าจะเลือกเพลง “กลางๆ” เพื่อหลีกเลี่ยงความแตกต่างทาง “รสนิยม” เพลงกลางๆ ที่ผมว่าคือ พวก”เพลงบรรเลง” อย่างน้อยก็ไม่มีคำร้องให้ต้องคิดนึกรู้สึกตาม
เมืองไทยช่างเป็น “สังคมนิยมบันเทิง” เสียจริง ไปไหนก็ได้ยินแต่เสียงเพลง สถานที่สงบๆ ลดน้อยลง แม้ที่ๆ ควรสงบก็ไม่สงบ เช่นวัดวาอาราม ยังชอบเปิดเพลง ถ้าเป็นวันพระ พระก็เปิดเพลงออกลำโพงกันตั้งแต่ตี 4 ตี 5 ตามถนนหนทางแต่ละบ้านช่อง ร้านรวง ล้วนแต่แข่งกันแสดงแสนยานุภาพ ทางเสียง ขึ้นรถโดยสารก็ยังถูกยัดเยียดให้ฟังเพลง ให้ดูหนัง ผมเคยนั่งรถทัวร์ จากหาดใหญ่ เข้ากรุงเทพฯ ตั้งแต่ค่ำยันดึก ยันค่อนแจ้ง ผมแทบจะบ้า แม้ว่าจะทำใจใช้ขันติเพียงใด เกือบตัดสินใจลงเสียกลางทาง
ร้านกาแฟตามปั๊มน้ำมันนี่แหละยังพอเป็นที่ให้ผมนั่งเขียนอะไรต่ออะไรได้ แม้จะมีลูกค้าเข้า แต่ส่วนมากก็จะซื้อออกไป ไม่นั่งแช่เหมือนผม
ผู้คนสมัยนี้ดูจะกลัวความเงียบ ประหนึ่งว่ามันจะทำลายความฝันของตนให้กระจัดกระเจิงกระจาย กลัวถึงขนาดต้องเปิดเพลง หรือเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ แม้จะไม่ได้ฟัง ไม่ได้ดู
ผมคงเป็นคนส่วนน้อยในยุคแห่ง “สังคมอุดมบันเทิง” ที่จะฟังเพลงก็ต่อเมื่อต้องการฟังจะดูหนังละครก็ต่อเมื่อต้องการดู และคงเป็นเพราะนักเขียนนั้นทำงานทาง “ความคิด”จึงต้องการ “ความเงียบ” มากกว่าคนทั่วไป ขนาดผมหลบผู้คนไปอยู่ชนบท ในสวนลึกไกลจากกลุ่มย่านบ้านเรือนแล้วยังไม่วายเผชิญมลพิษทางเสียง รถขายกับข้าว หรือที่เรียกว่า “ตลาดสด เคลื่อนที่” วนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาทุกเวลาตลอดทั้งวัน แต่ละคันเปิดเพลงเป็นสัญญาณการมาเยือน ทุกคนเปิดเสียงแผดสนั่นกันเต็มที่ ต่างมีเพลงเด็ดๆ ประจำตัว
“มีเมียเด็ก ต้องหมั่นตรวจเช็กร่างกาย ไม่ต้องนึกอายเป็นลูกผู้ชายต้องกล้า ร่างกายไม่ไหวก็ต้องอาศัยโด๊ปยา มีคู่นอนอ่อนกว่า ต้องหายาบำรุง..”
ผมถูกข่มขืนให้ฟังทุกวัน วันละหลายๆ เพลง เพลงละหลายๆ รอบ ฟังจนจำเนื้อได้ทุกเพลง รำคาญแค่ไหนก็ต้องทำใจ ฟังไปรำคาญใจจนชินชา วิธีแก้คือพิจารณาดูอารมณ์ตนเอง
ต้นฉบับ คอลัมน์ “ศิลป์แห่งแผ่นดิน” ส่วนใหญ่ผมเขียนที่บ้าน ที่ทำงานใต้ร่มไม้ตามที่เล่ามา ส่วนหนึ่งเขียนที่ร้านกาแฟ ปั๊มน้ำมัน
สำหรับฉบับนี้หนีน้ำมานั่งเขียนหน้าถ้วยกาแฟครับ
“สำหรับฉัน ความเงียบคือเสียงที่ไพเราะที่สุด ในแต่ละวัน ฉันปรารถนาจะมีเวลาดื่มด่ำสำเนียงแห่งความเงียบบ้าง มนุษย์เรามีสิทธิ์ที่จะได้รับส่วนแบ่ง อากาศบริสุทธิ์ แสงแดดอุ่นๆ น้ำสะอาดๆ รวมทั้งความเงียบสงบด้วย ..ฉันขอสิทธิ์แห่งความสงบ..ขอจากใครล่ะ”
--------------------
(ศิลป์แห่งแผ่นดิน : ตัวตนบ่นรำพึง(ในร้านกาแฟ) : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ)



