
เปิดมิวเซียมย้อนรอยเครื่องสวมหัว
ศิลปะวัฒนธรรม : เปิดมิวเซียม ย้อนรอย...เครื่องสวมหัว : เรื่อง/ภาพ: วุฒินันท์ ดะนุชนาม
เคยรู้บ้างหรือเปล่าว่าสิ่งที่เราเรียกว่า "หมวก" และสวมใส่กันมาจนถึงทุกวันนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร เพื่อคลายความสงสัย สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติร่วมกับ มิวเซียมสยามจัดนิทรรศการชั่วคราวขึ้น ในชุด "เรื่องหนักหัว" เพื่อเปิดมุมมองใหม่และค้นหาตัวตนของคนไทย รวมถึงเรียนรู้เรื่องราวของผู้คนในดินแดนสุวรรณภูมิผ่าน หมวก เครื่องศิราภรณ์ หรือเครื่องประกอบศีรษะ ทั้งหมดล้วนมีบทบาทความสำคัญในแง่มุมต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยนิทรรศการได้เปิดแล้วเมื่อวันก่อน
ราเมศ พรหมเย็น ผู้อำนวยการสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เผยว่า นิทรรศการ "เรื่องหนักหัว" เป็นนำเสนอเรื่องราวของความเป็นมาของผู้คนในดินแดนสุวรรณภูมิในช่วงเวลาต่างๆ ตลอดจนการรับวัฒนธรรมและอิทธิพลจากต่างประเทศในสมัยอยุธยา ต่อเนื่องมาจนถึงสยามประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยบ่งชี้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ความเป็นตัวตนของคนไทยได้เป็นอย่างดี โดยรูปแบบเน้นจัดให้เป็นคู่ขนานไปกับนิทรรศการถาวร เรียงความประเทศไทย โดยแทรกอยู่ในห้องต่างๆ ทั้งยังสอดคล้องกับช่วงยุคสมัยนั้นๆ รวมถึงสามารถเคลื่อนย้ายไปจัดแสดงยังสถานที่อื่นๆ ได้อีกด้วย
"อย่างในห้อง "เปิดตำนานสุวรรณภูมิ" นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับ "หน้ากาก ตัวแทนแห่งผีและพิธีศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ใช้ในพิธีกรรมขอฝน มีหลักฐานเป็นภาพเขียนบนผนังถ้ำ ซึ่งพิธีกรรมนี้มีการสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อย่างที่ทุกคนรู้จักกันในการละเล่น ผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ระบำปู่เยอ-ย่าเยอที่หลวงพระบาง ประเทศลาว และพิธีกรรมของชนเผ่าในเกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น ถัดมาคือ "ห้องสุวรรณภูมิ" ในส่วนนี้จัดแสดงถึงสังคมในสมัยทวารวดี ผ่านหัวปูนปั้นประดับฐานสถูปซึ่งค้นพบตามเมืองโบราณ มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อ การค้าขาย รวมถึงการเข้ามาของลัทธิศาสนาต่างๆ ในดินแดนนี้ ภายใต้ชื่อ "หมวกทวาฯ นานาชาติ" ใกล้กันนั้นที่ "ห้องสยามประเทศ" มีเรื่องราวของ "ลอมพอก" หมวกของขุนนางสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยรับอิทธิพลมาจากเปอร์เซียจนกลายเป็น "ทอล์กออฟเดอะทาวน์" เมื่อคราวราชทูตสยามสวมใส่ในพระราชวังแวร์ซาย อีกทั้งเรื่องราวของ "ขันที" ในราชสำนักสยาม" ผอ.สถาบันพิพิธภัณฑ์ฯ แจกแจง
นอกจากนี้ยังมีสารคดีบทสัมภาษณ์ชุดพิเศษ "ชฎากับอัตลักษณ์ของความเป็นไทย" ล้วงแคะแกะเกาความเป็นไทยแบบแสบๆ คันๆ และร่วมสืบค้นที่มาของ "มงกุฎ" กับ "ชฎา" หาคำตอบว่า ชฎาเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยจริงหรือไม่ พร้อมทั้งประเด็นของนักร้องสาว "เลดี้กาก้า" กับชฎาที่ตกเป็นข่าว ก่อนจะเข้าสู่ ห้องกรุงเทพฯ ใต้ฉากอยุธยา โซนนี้นำเสนอเรื่อง "สหประชาหมวก สหประชาชาติ" บอกเล่าการผสมผสานทางวัฒนธรรมของชุมชนในบางกอกยุคแรก เมื่อครั้งก่อนตั้งกรุงเทพฯ ผ่านภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดกันลยาณมิตร แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของชุมชนชาวจีน คริสต์ และมุสลิม ในชุมชนย่าน "กุฎีจีน" ส่วน "ห้องชีวิตนอกกรุง" จัดแสดงเกี่ยวกับภูมิปัญญาไทย เช่น "งอบ" มีหลักในการประดิษฐ์คล้ายกับการสร้างเรือนไทยคือสามารถระบายความร้อนได้ดี
ขณะที่ห้อง กำเนิดประเทศไทย บอกเรื่องราวการเข้ามาของวัฒนธรรมการสวมหมวกของชาติตะวันตก ในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 6 ถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายของเจ้านายสยามในยุคเริ่มปรับตัวตามชาติตะวันตก พร้อมนำเสนอหมวกในรูปแบบต่างๆ อาทิ หมวกสักหลาด หมวกสาน หมวกกะโล่ เรื่องของหมวกยังต่อเนื่องมาจนถึงยุค "รัฐบาลนิยม" จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในสมัยนั้นมีการนำหมวกมาใช้ในการสร้างความศิวิไลซ์ อีกทั้งยังใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างชาติ และเป็นที่มาของเพลง "สวมหมวกไทย" ขับร้องโดย มัณฑนา โมลากุล โดยเนื้อหารณรงค์ให้คนไทยสวมหมวกเพื่อให้ประเทศชาติเจริญรุดหน้าเหมือนอารยะประเทศ ปิดท้ายด้วยเรื่องราวของสถานะและบทบาทระหว่างสตรีกับการเมืองในสมัยทุนนิยม ยุคสงครามเย็นใน "ห้องสีสันตะวันตก" ผ่านมงกุฎนางงามจักรวาล คนแรกของประเทศไทย อาภัสรา หงสกุล ที่ได้ตำแหน่งมาพร้อมกับการยกพลขึ้นบกของกองทัพอเมริกาที่อู่ตะเภา ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างขั้วการเมืองทุนนิยมกับคอมมิวนิสต์ในสงครามเวียดนาม จุดนี้จัดแสดงเป็นภาพจำลองให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด
เชิญร่วมค้นหาตัวตนของคนไทยผ่านเครื่องประดับบนหัวชนิดต่างๆ ได้จากงานนิทรรศการ โดยเปิดให้เข้าชมวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น.จัดแสดงแล้ววันนี้จนถึง วันที่ 9 ธันวาคม ที่ มิวเซียมสยาม
----------------------------------
(ศิลปะวัฒนธรรม : เปิดมิวเซียม ย้อนรอย...เครื่องสวมหัว : เรื่อง/ภาพ: วุฒินันท์ ดะนุชนาม)



