ไลฟ์สไตล์

วิจัย'ฟ้ามุ่ย'ฟื้นกล้วยไม้ป่าหายาก

วิจัย'ฟ้ามุ่ย'ฟื้นกล้วยไม้ป่าหายาก

06 ก.ย. 2555

วิจัย 'ฟ้ามุ่ย' ฟื้นกล้วยไม้ป่าหายาก มุ่งเป้าอนุรักษ์-สร้างรายได้ชุมชน : โดย ... สุรัตน์ อัตตะ

          แม้ "ฟ้ามุ่ย" กล้วยไม้ป่าหายากของไทยที่ถูกขึ้นทะเบียนอยู่ในบัญชีไซเตส (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora : CITES) อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ชนิดของสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ เป็นบัญชีหมายเลข 1 ที่ห้ามค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้นเพื่อการศึกษาวิจัย หรือเพาะพันธุ์  

 

          แต่หลังจากองค์การสวนพฤกษศาสตร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้พยายามเสนอไซเตสให้ฟ้ามุ่ยลงมาอยู่ในบัญชีหมายเลข 2 คืออนุญาตให้ค้าได้ แต่ต้องมีการควบคุมไม่ให้เกิดความเสียหายหรือลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนถึงจุดใกล้สูญพันธุ์ หลังประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัย โดยการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้โครงการ "การศึกษาวิจัยเพื่อการอนุรักษ์ฟ้ามุ่ยอย่างยั่งยืน โดยใช้กรณีศึกษาหมู่บ้านฟ้ามุ่ย" ณ บ้านโป่งไคร้ ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ พบว่าต้นกล้าฟ้ามุ่ยมีอัตราการรอดค่อนข้างสูง เมื่อนำไปติดต้นไม้ในหมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของฟ้ามุ่ย 

          "เราเริ่มวิจัยมาตั้งแต่ปี 2553 โดยทุนรัฐบาลของกระทรวงทรัพยากรฯ ผ่านการปรู๊ฟจาก วช.เดิมองค์การสวนพฤกษศาสตร์ มีโครงการอนุรักษ์พืชของประเทศอยู่แล้ว ประเทศไทยมีกล้วยไม้ป่าอยู่ประมาณ 1,200 ชนิด และประเทศไทยก็ส่งออกกล้วยไม้รายใหญ่ของโลกด้วย คิดว่าฟ้ามุ่ยเป็นตัวที่สำคัญและใกล้สูญพันธุ์ ก็เลยเลือกกรณีศึกษา 1 ตัวก่อนก็คือฟ้ามุ่ย  ศึกษาทุกแง่มุมในแง่ของธรรมชาติและการอนุรักษ์ของชุมชนด้วย" 

          สาวิตรี สระศรีรัตน์ หัวหน้าทีมวิจัย "ฟ้ามุ่ย" องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ย้อนที่มาของโครงการ ปัจจุบันการศึกษาวิจัยฟ้ามุ่ยได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านเป็นอย่างดี และผลสำเร็จจากโครงการดังกล่าว ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โป่งแยง ได้รางวัล อบต.ดีเด่นด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย ทำให้ขณะนี้ชาวบ้านเริ่มมีรายได้เสริมจากการผลิตต้นกล้าฟ้ามุ่ยขายแก่นักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี  

          สำหรับฟ้ามุ่ยเป็นกล้วยไม้ที่มีความสวยงามให้ดอกใหญ่สีฟ้าอมม่วงและมีลายเป็นตารางสีเข้มออกเป็นช่อยาวได้ถึง 60 ซม. แต่ละดอกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ถึง 9 ซม. มีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดียถึงตอนใต้ของจีน และทางภาคเหนือของประเทศไทย เป็นกล้วยไม้ที่นิยมนำมาปลูกเลี้ยง เป็นกล้วยไม้ประดับ และใช้เป็นแม่พันธุ์ในการผลิตกล้วยไม้ลูกผสมในกลุ่มแวนด้าที่มีสีฟ้า

          หัวหน้าทีมวิจัยคนเดิมระบุอีกว่า ที่ผ่านมามีการนำต้นฟ้ามุ่ยออกจากป่าเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นกล้วยไม้ที่หาพบได้ยากในสภาพธรรมชาติ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการอนุรักษ์พืชท้องถิ่นของประเทศและส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน จึงให้ความสำคัญต่อการศึกษาวิจัยเพื่อการอนุรักษ์ฟ้ามุ่ยดังกล่าว

          "ฟ้ามุ่ยในประเทศไทยพบได้ตามป่าดิบเขาที่ระดับความสูง 1,000-1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล สามารถเกาะอาศัยบนต้นไม้หลายชนิด แต่ต้นไม้ที่พบฟ้ามุ่ยมากที่สุดคือ ปอเลียง มะแหน แคหางค่าง ส้านและเส้า ชอบขึ้นบริเวณเรือนยอดชั้นยอดของต้นไม้ สูงจากพื้นประมาณ 15-25 เมตร ความสำเร็จในการสืบพันธุ์ของฟ้ามุ่ยในสภาพธรรมชาติขึ้นอยู่กับแมลงที่ช่วยผสมเกสรและการผสมข้ามต้น ซึ่งจะให้เมล็ดที่สมบูรณ์และมีโอกาสงอกได้มากกว่า"

          สาวิตรีย้ำด้วยว่า หลังจากสิ้นสุดโครงการในเฟสแรกปี 2554 ที่ผ่านมา เฟสต่อไปจะเริ่มโครงการในปี 2555-2556 โดยจะติดตามฟ้ามุ่ยที่นำไปปล่อยในพื้นที่ป่าสภาพธรรมชาติ พร้อมติดตามการอยู่รอด โดยมีพื้นที่เป้าหมายใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก  เพื่อต้องการให้ฟ้ามุ่ยอยู่ในสภาพป่าเดิมของมัน และเร่งฟื้นฟูขยายประชากรฟ้ามุ่ยให้มากขึ้น  โดยมีชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม มีเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน 

 

          นับเป็นอีกก้าวขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ในการอนุรักษ์กล้วยไม้ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่าง "ฟ้ามุ่ย" ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยเพื่อการอนุรักษ์ฟ้ามุ่ยอย่างยั่งยืน อันนำมาซึ่งแหล่งรายได้ของคนในชุมชน

 

 

--------------------

(วิจัย 'ฟ้ามุ่ย' ฟื้นกล้วยไม้ป่าหายาก มุ่งเป้าอนุรักษ์-สร้างรายได้ชุมชน : โดย ... สุรัตน์ อัตตะ)