ไลฟ์สไตล์

นอนเกอร์..ขี่ม้า..ลุยทุ่งหญ้า'มองโกเลีย'

นอนเกอร์..ขี่ม้า..ลุยทุ่งหญ้า'มองโกเลีย'

02 ก.ย. 2555

นอนเกอร์..ขี่ม้า..ลุยทุ่งหญ้า'มองโกเลีย' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง

                มาถึงบ้านของเจงกีสข่านทั้งที ฉันไม่ขังตัวเองอยู่แค่ในเมืองหลวงอย่าง อูลานบาตอร์ แน่นอน เพราะไฮไลท์ของการเดินทางเที่ยวนี้ อยู่ที่การได้พาสองตาไปดื่มด่ำธรรมชาติของทุ่งหญ้าแห่งมองโกเลีย แล้วคุณจะพบว่า โลกที่บรรจุไว้ด้วยสีเขียวของทุ่งหญ้า และสีครามของท้องฟ้ามันงดงามแค่ไหน

                ฉันกับทีมงานของโกลบอลยูเนี่ยนเอ็กซ์เพรส (0-2308-2104-6 ,www.guetravel.com) ออกเดินทางตั้งแต่เช้า ทิ้งอูลานบาตอร์ให้ตากฝนของซัมเมอร์ ส่วนเราจุดหมายวันนี้อยู่ที่อุทยานแห่งชาติเทเรจ ที่อยู่ห่างออกไปเกือบ 80 กิโลเมตร ถ้าเป็นบ้านเราซิ่งปร๊าดเดียวก็ถึงแล้ว แต่ที่มองโกเลียทำแบบนั้นไม่ได้แน่นอน เพราะถนนหนทางยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ทั้งแคบและบางช่วงพื้นผิวถนนขรุขระมาก อย่างระยะทางไปอุทยานแห่งชาติเทเรจ ก็ต้องใช้เวลาเกิน 2 ชั่วโมง แต่ก็เป็น 2 ชั่วโมงที่เพลิดเพลินไปกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดทาง

                เราก็แวะไปตามเบี้ยใบ้รายทางไปเรื่อย แต่บอกได้เลยว่า ไม่ว่าจะหยุดตรงไหนก็สวยไปทุกอณู เพราะมีแต่ทุ่งหญ้าสีเขียวสะพรั่งตัดกับสีฟ้าแจ่ม

                ไกด์พาลงไปเดินชมวิว ทีแรกก็คิดว่าแค่แวะให้ชมวิว เพราะวิวตรงนี้ก็งามใช่ย่อย แต่ตรงนั้นเป็นกองหินศักดิ์สิทธิ์มีริ้วธงมนตรา มีคนเดินวนขวากันใหญ่เลย ได้ความจากไกด์ว่า เพื่อความเป็นสิริมงคลและเดินทางอย่างปลอดภัย ต้องเดินวนกองหินศักดิ์สิทธิ์นี้ 3 รอบ และเก็บหินก้อนเล็กๆ มาเตรียมไว้อธิษฐาน แล้วโยนหินเข้ากองหินนี้ 

                  ใครเดินวนเสร็จจะแวะช็อปปิ้งก็ได้ จะช็อปต้องเข้ากระโจมมองโกลที่เขาเรียกว่า "เกอร์" เท่านั้น เมื่อเกอร์ถูกแปลงสภาพเป็นช็อปปิ้งมอลล์ขนาดย่อม ต่อให้ฟ้ามองโกเลียสวยแค่ไหน ก็ไม่น่าดึงดูดใจเท่าในเกอร์

                 เป็นการนั่งรถชมวิวที่มีความสุขจริงๆ เพราะธรรมชาติที่มองโกเลียนี่ช่างงดงามไม่แพ้ที่ไหนในโลก มองไปรอบตัวคือ เนินเขา ไกลสุดลูกหูลูกตา เห็นเขียวๆ แบบนี้ ขุดเจาะไปตรงไหนมีแต่แร่ธาตุทั้งนั้น เพราะมองโกเลียถือว่า เป็นประเทศที่เป็นแหล่งแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ เขาว่าสำรวจแล้วไปเจอมากกว่า 100 ชนิด โดยเฉพาะถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเยอะมาก

                มองโกเลียซ่อนแร่ธาตุพวกนี้เอาไว้ในดิน ส่วนเหนือผิวดินมีแต่นางแบบประจำทุ่งยืนตะคุ่มๆ เล็มหญ้ากันเต็มไปหมด มีทั้งม้า อูฐ วัว จามรี แพะ และแกะ ที่ยืนเกะกะกันเกลื่อนทุ่ง ทำให้มองโกเลียในเป็นเขตที่มีการทำปศุสัตว์มาก แต่ละปีมีรายได้จากด้านนี้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน ไกด์เขาบอกว่าประชากรสัตว์ที่นี่มีประมาณ 50 ล้านตัว แต่คนมีแค่ 2 ล้านกว่าคนเท่านั้น

               ไม่รู้เป็นเพราะอากาศดี วิวงามหยดรึเปล่า สังเกตว่าพวกจามรี อูฐ และแกะแถวนี้เลยมีความสุขกินดีอยู่ดี

                เราเริ่มขยับตัวลึกเข้าไปในหุบเขาที่สวยชนิดไม่อยากกระพริบตา เพราะจะมีเกอร์สีขาวตั้งประดับทุ่งหญ้าอยู่เป็นหย่อมๆ มีทั้งเกอร์ของชาวบ้าน และเกอร์ที่ทำเป็นที่พักรองรับนักเดินทางที่อยากพักแบบชาวมองโกเลีย ไอ้สวยน่ะสวยอยู่หรอก แต่นึกถึงว่านี่ถ้าเป็นฤดูหนาว 7-8 เดือนที่ต้องอยู่แบบนี้และบางทีอุณหภูมิดำดิ่งไปติดลบ 40 องศาเซลเซียส คงหนาวพิลึก

                 ที่จริงชาวบ้านที่นี่เขาคุ้นเคยแล้ว เพราะเกอร์แบบที่เห็นเนี่ยไม่ได้ปักหลักอยู่ที่เดียว แต่ย้ายที่เปลี่ยนมุมไปเรื่อย ให้สอดรับสภาพอากาศ ปี ๆ หนึ่งพวกชาวเผ่าเร่รอน หรือที่เรียกกันว่าโนมาดิกจะย้ายกัน 4-20 รอบต่อปี เวลาฤดูหนาวก็ย้ายไปหลบลมหลังเขา ให้เทือกเขาเป็นแนวกำบังลม พอถึงฤดูฝนก็ย้ายขึ้นที่สูง เมื่อซัมเมอร์ก็ย้ายไปอยู่ใกล้ธารน้ำ เป็นแบบนี้ทุกปี

                ในเขตอุทยานแห่งชาติเทเรจยังมีอะไรให้ดูอีกมาก โดยเฉพาะหินก้อนใหญ่ๆ ตอนนี้รู้สึกเหมือนพาตัวเองเข้าพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ เดินดูฝีมือศิลปินที่ชื่อธรรมชาติบรรเลงเอาไว้อย่างงดงามแปลกตา ที่ขึ้นชื่อหน่อยก็เป็นหินรูปเต่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะลม ฝน หิมะ และสายน้ำกัดกร่อนมานับพันปีจนหินมีรูปร่างแตกต่างกันไป ส่วนใครจะมองเป็นรูปอะไรก็แล้วแต่จินตนาการเฉพาะตัว 

                เรายังโอ้เอ้ไม่ได้ เพราะยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ถ้ามาถึงทุ่งหญ้ามองโกเลียแล้วต้องแวะไปให้ได้ นั่นคือ อนุสาวรีย์เจงกีสข่าน

               หลายคนอาจจะแปลกใจว่า แทนที่อนุสาวรีย์เจงกีสข่านจะตั้งอยู่ในเมืองหลวงอย่างอูลานบาตอร์ แต่ทำไมตั้งอยู่กลางทุ่งกว้างแบบนี้ พอเข้าไปด้านในของพิพิธภัณฑ์ เจ้าหน้าที่ถึงได้อธิบายว่า เพราะตรงนี้เป็นสถานที่ที่เจงกีสข่านได้มาพบแส้ม้าศักดิ์สิทธิ์ ที่ใช้ประจำตัวมาตลอด จึงสร้างอนุสาวรีย์บนที่แห่งนี้ ด้านในมีชั้นใต้ดินเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่บอกเล่าอดีตของมองโกเลียในยุคต่างๆ ผ่านข้าวของโบราณที่เก็บสะสมเอาไว้ รอบๆ มีรูปของข่านและกษัตริย์องค์ต่างๆ

                 ออกจากอนุสาวรีย์เจงกีสข่าน คราวนี้เข้าที่พักที่เป็นเกอร์แบบมองโกล ถึงจะเป็นช่วงซัมเมอร์แต่กลางคืนก็หนาวเอาเรื่อง พอเช้ามารู้สึกว่า เช้านี้สดชื่นเป็นพิเศษที่ได้สูดอากาศสดปลั่งมองโกเลียอย่างเต็มปอด

                 นอนเกอร์อย่างเดียวไม่พอ มามองโกเลียต้องขี่ม้าด้วย เวลาอยู่บนหลังม้าแล้วทอดสายตามองสิ่งที่อยู่รอบตัว รู้สึกว่า นี่คือช่วงเวลาที่แสนสงบ มันวิเศษมาก ที่ได้อยู่บนหลังม้าเคลื่อนไปตามทุ่งหญ้า มีแสงแดดอุ่นคอยลูบไล้ ก้มลงมองพื้นก็เห็นดอกหญ้าที่ผลิยิ้มให้เรา เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ก็เจอความสดใสของแผ่นฟ้า มีทิวเขาเป็นเหมือนบอดี้การ์ดที่คอยรักษาความปลอดภัย และสะกดรอยเราทุกฝีก้าว

                ไม่ว่าจะเคลื่อนไปมุมไหน นี่คือแผ่นดินที่งดงามไปทุกองศา มองโกเลียจึงเป็นมุมหนึ่งของโลกที่นักเดินทางทุกคน ควรมีชีวิตเพื่อออกเดินทางมาที่นี่

...............................................
(นอนเกอร์..ขี่ม้า..ลุยทุ่งหญ้า'มองโกเลีย' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง)