
'เสาหลักทางภูมิปัญญา'ของ'บ้านไม่บาน'
'เสาหลักทางภูมิปัญญา'ของ'บ้านไม่บาน' : คอลัมน์ บ้านไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว
สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ในสัปดาห์นี้ “บ้านหลังใหญ่” ของเรา ซึ่งผมหมายถึงประเทศไทยได้สูญเสียสมาชิกคนสำคัญ ที่ถือว่าเป็น “เสาหลักทางภูมิปัญญา” ท่านหนึ่งก็คือ “ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์” ซึ่งท่านเกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2469 ที่นครศรีธรรมราช เป็นบุตรของกำนันเข็ม และนางขุ้ม กัลยาณพงศ์ ในวัยเด็กร่างกายของท่านเคยเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวไม่ได้ กระทั่งมีหมอมารักษาด้วยสมุนไพรจนหายเป็นปกติ
หลังศึกษาจบระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ได้เดินทางเข้ามาศึกษาศิลปะต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง และคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยเป็นลูกศิษย์ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และศิลปินคนสำคัญอีกท่านคือ อ.เฟื้อ หริพิทักษ์ ทำให้มีโอกาสติดตามและร่วมงานกับอาจารย์ในการศึกษาค้นคว้างานศิลปะด้านต่างๆ ทั้งศิลปกรรม, โบราณคดี และประวัติศาสตร์ กับอาจารย์เหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อออกจากมหาวิทยาลัยศิลปากรแล้ว ได้เรียนรู้และรังสรรค์การวาดภาพและเขียนบทกวี ได้มีโอกาสคุ้นเคยกับศิลปินและกวีร่วมยุคสมัยหลายคน
กระทั่งได้พบกับ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ บรรณาธิการคนแรกของ “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” บทกวีของ “ท่านอังคาร” จึงได้พิมพ์เผยแพร่อย่างกว้างขวาง ผลงานที่จัดพิมพ์ได้สร้างความตื่นตัวให้วงการวรรณกรรมร่วมสมัยไทย จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “กวีนิพนธ์สมัยใหม่” ซึ่งถือเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานและถ่ายทดความรู้สู่คนรุ่นต่อมาอย่างต่อเนื่อง ได้รับรางวัล กวีซีไรต์ จากผลงาน “ปณิธานกวี” ในปี พ.ศ.2529 จนกระทั่งปี 2532 ได้รับคัดเลือกและประกาศยกย่องจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (กวีนิพนธ์)
ผมขอยกตัวอย่างบท “กวีนิพนธ์” ที่ “ท่านอังคาร” ได้รังสรรค์ขึ้น ซึ่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “แก่นธรรม” เมื่อได้อ่านบทกวีนี้ที่มีแก่นจากธรรมชาติ ก็ทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้ลึกลงไปในตัวเองและก็ได้กลายเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของธรรมชาติ งานของ “ท่านอังคาร” จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การแสดงถึงธรรมชาติ แต่เป็นการสะท้อนธรรมชาติด้วยบทกวีเอง
ผมขอยกตัวอย่างบท “กวีนิพนธ์” อันเป็นอมตะของ “ท่านอังคาร” ที่ว่าด้วยความเจ็บปวดอันเป็นผลจากความรัก ที่ผมได้อ่านมาร่วม 30 ปีที่แล้วแต่ก็ยังคงลึกซึ้งตรึงใจมาจวบจนทุกวันนี้ เป็นความเจ็บปวดที่งดงามเสียเหลือเกินซึ่งท่านร่ายไว้ว่า
เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า
มิหวังกระทั่งฟากฟ้า ซบหน้าติดดินกินทรายฯ
จะเจ็บจำไปถึงปรโลก ฤๅรอยโศกรู้ร้างจางหาย
จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ ฯ
ถ้าเจ้าอุบัติบนสรวงสวรรค์ ข้าขอลงโลกันต์หม่นไหม้
สูเป็นไฟเราเป็นไม้ ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณฯ
แม้แต่ธุรีมิอาลัย ลืมเจ้าไซร้ชั่วกัลปาวสาน
ถ้าชาติไหนเกิดไปพบพาน จะทรมานควักทิ้งทั้งแก้วตาฯ
สิ่งที่ “ท่านอังคาร” ได้สอนผมและเตือนสติให้ผมระลึกเสมอว่าคนเราที่ได้เกิดมามี “ลมหายใจ” บนโลกนี้ ก็เป็นเพียงแค่ “การเดินทางระหว่างเวลา” เพียงชั่วครั้ง ชั่วคราว เป็นช่วงเวลาที่แสนสั้นเสียเหลือเกินหากเทียบกับเวลานับแสนนับล้านปีที่โลกนี้ได้อุบัติขึ้น หากแต่บนความช่วงเวลาสั้นๆ ของชีวิต “ลมหายใจ” ของคนบางคนที่เกิดมาบนโลกนี้ กลับไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสูญเปล่าไปอย่างไร้ค่า หากเป็น “ลมหายใจ” ที่สามารถสร้างความหวังและแรงบันดาลใจให้ผู้คนรอบด้านอีกมากมาย ซึ่งทำให้โลกที่สับสนวุ่นวายนี้ยังคงความงดงามและคงคุณค่า
“ท่านอังคาร” ก็คือ “ลมหายใจ” ที่ผมกล่าวถึงนี้ครับ ก็ขอให้ดวงวิญญาณของ “ครู” ผู้เป็น “ปราชญ์” ของผมท่านนี้ไปสู่สุคติ ไปจุติในภพที่สูงขึ้น เพื่อรังสรรค์ศิลปกรรมในทุกภพทุกชาติครับ
.......................................
(หมายเหตุ 'เสาหลักทางภูมิปัญญา'ของ'บ้านไม่บาน' : คอลัมน์ บ้านไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว )



