
เร่งศึกษาไวรัสหวัดพันธุ์ใหม่ดื้อยาโอเซลทามิเวียร์1เดือน
ทั่วประเทศเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวน 22 ราย ไทย 19 ราย ต่างชาติ 3 ราย รวมที่สมุทรปราการทั้งสวีเดน-ฮ่องกง ส่งเชื้อตรวจแล้ว กรมวิทย์เร่งศึกษาเชื้อไวรัสพันธุ์ใหม่ดื้อยาโอเซลทามิเวียร์คาดใช้เวลา 1 เดือน สธ.เตรียมปรับลดบทบาทศูนย์ฯ หลัง
เมื่อวันที่ 22 พ.ค. นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขว่า ทั่วประเทศมีผู้ป่วยที่อยู่ในข่ายการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช1 เอ็น 1 หรือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009สะสมถึง จำนวน 22 ราย เป็นชาวไทย 19 ราย รวมถึงชาวอุทัยธานีและอุตรดิตถ์ด้วย ชาวต่างชาติ 3 ราย คือ ชาวสวีเดน 2 ราย และฮ่องกง 1 ราย ทั้งหมดพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ ซึ่งชาวสวีเดนอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่เดินทางไปอินโดนีเซีย 14 วันและมาเลเซียก่อนเข้าประเทศไทย เมื่อวิเคราะห์ประวัติและเส้นทางผู้ป่วยไม่น่าเป็นห่วงและได้ส่งเชื้อตรวจทางห้องปฏิบัติการแล้ว ส่วนชาวฮ่องกงอยู่ในระบบตามปกติไม่น่ากังวล
“ตามระเบียบหน่วยงานในส่วนภูมิภาคจะต้องรายงานจำนวนผู้ป่วยเฝ้าระวังในแต่ละวันมายังกระทรวงฯอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ผู้ป่วยเฝ้าระวังที่เปิดเผยข้อมูลโดยผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับภูมิภาคก็เป็นตัวเลขเดียวกับที่สธ.รายงาน เพียงแต่ของสธ.เป็นภาพรวมทั้งประเทศ ในขณะที่ระดับจังหวัดจะเป็นข้อมูลในจังหวัดนั้นๆเท่านั้น หากต้องการจำนวนผู้ป่วยเฝ้าระวังทั่วประเทศก็จะเป็นไปตามรายงานของกระทรวง”นพ.ไพจิตร์กล่าว
นพ.ไพจิตร์ กล่าวด้วยว่า ส่วนประเด็นที่ระบุว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ในไทยมีปัญหาดื้อยาโอเซลทามิเวียร์กว่า 70 %นั้น ส่วนใหญ่เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่สำหรับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังดำเนินการทดสอบ เนื่องจากขณะนี้ได้ทำการแยกเชื้อจากผู้ป่วยที่ยืนยัน 2 รายได้แล้ว คาดว่าจะใช้เวลาทดสอบไม่เกิน 1 เดือน อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาท และความรอบคอบในการใช้ยาตัวนี้ สธ.ได้ประชุมชี้แจงแพทย์ผู้ให้การรักษาทั่วประเทศแล้ว 1 ครั้ง และพยายามลดการใช้ยา กำหนดให้ใช้ได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น โดยเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่อยู่ในห้องปฏิบัติการ อยู่ในความดูแลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และห้องปฏิบัติการ คณะแพทยศาสตร์ 2 แห่ง อยู่ในระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับที่มีความปลอดภัยอย่างมาก ตามมาตรฐานสากล เช่นเดียวกับการดูแลเชื้อไข้หวัดนก
นพ.ไพจิตร์ กล่าวอีกด้วยว่า ส่วนความคืบหน้าการตรวจผลชิ้นเนื้อปอดของหญิงชาวเยอรมันที่เสียชีวิตเมื่อ 18 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา ได้ประสานเป็นการภายในกับคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และนายแพทย์ใหญ่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างใกล้ชิด และจะหารือกันเร็วๆ นี้ หากผลการตรวจทราบผลชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ต้องขอเวลาสักระยะ เนื่องจากในเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตรายนี้มีประวัติค่อนข้างสลับซับซ้อน ทั้งในเรื่องน่าจะมีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เชื้อที่เกิดขึ้นอาจเป็นเชื้อที่ไม่ปกติ และยังมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจด้วย ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ระหว่างการพิสูจน์
รองปลัดสธ. กล่าวต่อไปว่า ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข ดำเนินการครบ 1 เดือน จึงจำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ความรุนแรงของโรค เพื่อให้ทราบว่า ประเทศไทยควรจะมีมาตรการการเฝ้าระวังโรคอยู่ในระดับไหนอย่างไร ซึ่งกลุ่มกลยุทธและวางแผนกำลังดำเนินการพิจารณาคาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมศุนย์ฯ ภายในวันจันทร์ที่ 25 พ.ค.นี้ ก่อนที่จะนำเสนอนายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สธ.เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อมป้องกันและควบคุมแก้ไขสถานการณ์ระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ที่มีพล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานต่อไป
“จากการประเมินสถานการณ์ของโรคในขณะนี้พบว่าไม่ได้มีความรุนแรงอย่างที่คิด มีอัตราตายเพียงแค่ 0.7 %เท่านั้น เพราะฉะนั้น ต้องมาหารือร่วมกันว่ามาตรการเฝ้าระวังที่จะทำต่อไปคืออะไร ส่วนจะเพิ่มหรือลดมาตรการจะต้องปรึกษากับนักวิชาการ ปลัดสธ.และรมว.สธ.อีกครั้งหนึ่งเพื่อให้มีความเหมาะสม ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขอาจไม่มีความจำเป็นต้องประชุมทุกวันเสาร์และอาทิตย์อีกต่อไป แต่ไม่ถึงกับยุบศูนย์ฯ ส่วนมาตรการที่สนามบินก็จะยังต้องเข้มเช่นเดิม”นพ.ไพจิตร์กล่าว



