
ปลูกพืชอายุสั้นลดเสี่ยงช่วง'นาปรัง'
ส่งเสริมปลูกพืชอายุสั้น-ใช้น้ำน้อย แนวทางลดความเสี่ยงช่วง 'นาปรัง' : โดย ... ดลมนัส กาเจ
แม้ช่วงนี้จะเป็นช่วงฤดูฝน แต่หลายพื้นที่กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง ดังผลการประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ที่มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน มี นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นประธานนั้น สรุปว่า สถานการณ์ล่าสุดมีพื้นที่ประสบภัยแล้งในภาคอีสาน 4 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ และภาคใต้ 2 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช และพัทลุง โดยเฉพาะที่บุรีรัมย์ประสบภัยพิบัติจากฝนทิ้งช่วงถึง 11 อำเภอ ราษฎรได้รับผลกระทบ 81,396 ครัวเรือน คาดว่าเสียหายกว่า 9.7 แสนไร่
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงสถานการณ์ภัยแล้งกำลังคุกคามพื้นที่การเกษตรมากกว่าที่ภาครัฐสรุปออกมา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหลือ หรือภาคอีสาน มีนาข้าวแห้งขอด ต้นข้าวที่เกษตรกรปลูกไว้ เฉพาะในพื้นที่ อ.โนนสูง ซึ่งป็นแหล่งผลิตข้าวนาปีที่ใหญ่ที่สุดของ จ.นครราชสีมา เพียงอำเภอเดียว และเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลไม่ประกาศอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่ประสบภัยแล้งขั้นวิกฤติ แต่จากการตรวจสอบพบว่า ต้นข้าวยืนต้นตายกว่า 1 แสนไร่ นอกจากนี้ยังพบว่า ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ที่สามารถใช้เพื่อการเกษตรอยู่ในขั้นวิกฤติ บางแห่งเหลือที่ใช้การได้ไม่ถึง 10%
ข้อมูลจากศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ระบุว่า ระดับน้ำในเขื่อนต่างๆ มีอยู่ 15 เขื่อนที่มีระดับน้ำไม่ถึง 30% อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 594 ล้านลบ.ม. หรือ 24% แต่ปริมาณน้ำที่ใช้การได้มีเพียง 13 ล้าน ลบ.ม.หรือเพียง 1% เท่านั้น, เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำ 46 ล้านลบ.ม. หรือ 28% แต่ปริมาณน้ำที่ใช้การได้มีเพียง 9 ล้าน ลบ.ม. หรือเพียง 5%, เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 14 ล้านลบ.ม. หรือ 13% แต่ปริมาณน้ำที่ใช้การได้มีเพียง 13 ล้าน ลบ.ม. หรือ 12%, เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำ 127 ล้านลบ.ม. หรือ 16% ปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 124 ล้าน ลบ.ม.หรือเพียง 16%
นอกจากนี้มีเขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำ 65 ล้านลบ.ม. หรือ 27% ปริมาณน้ำที่ใช้การได้มีเพียง 25 ล้าน ลบ.ม.หรือเพียง 10%, เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำ 443 ล้านลบ.ม. หรือ 22% แต่ปริมาณน้ำที่ใช้การได้มี 343 ล้าน ลบ.ม.หรือเพียง 17%, เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี มีปริมาณน้ำ 31 ล้านลบ.ม. หรือ 23% ปริมาณน้ำที่ใช้การได้มี 24 ล้าน ลบ.ม.หรือเพียง 18%, เขื่อนสียัด จ.ฉะเชิงเทรา มีปริมาณน้ำ 118 ล้านลบ.ม. หรือ 28% แต่ปริมาณน้ำที่ใช้การได้มี 88 ล้าน ลบ.ม.หรือ 21%, เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 95 ล้านลบ.ม. หรือ 30% แต่ปริมาณน้ำที่ใช้การได้มีเพียง 68 ล้าน ลบ.ม.หรือ 22%, เขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี มีปริมาณน้ำ 37 ล้านลบ.ม. หรือ 26% แต่ปริมาณน้ำที่ใช้การได้มี 30 ล้าน ลบ.ม.หรือ 21%
เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.กาญจนบุรี มีปริมาณน้ำ 246 ล้านลบ.ม. หรือ 26% แต่ปริมาณน้ำที่ใช้การได้มีเพียง 203 ล้าน ลบ.ม.หรือ 22%, เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี มีปริมาณน้ำ 45 ล้านลบ.ม. หรือ 28% ปริมาณน้ำที่ใช้การได้มี 37 ล้าน ลบ.ม.หรือ 23%, เขื่อนปราณบุรี มีปริมาณน้ำ 105 ล้านลบ.ม. หรือ 30% ปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 87 ล้าน ลบ.ม.หรือเพียง 25% เท่านั้น และเขื่อนกิ่วคอหมา จ.ลำปาง มีปริมาณน้ำ 51 ล้านลบ.ม. หรือ 30% ปริมาณน้ำที่ใช้การได้มี 45 ล้าน ลบ.ม.หรือเพียง 26%
กระนั้น นายบุญสนอง สุชาติพงษ์ รักษาการโฆษกกรมชลประทาน ยืนยันว่า จากการติดตามสถานการณ์ภัยแล้งขณะนี้ พบว่า ส่วนใหญ่ที่เกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งจะอยู่นอกเขตชลประทาน ส่วนในพื้นที่เขตชลประทาน ดูตัวเลขระดับเขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่ง แม้จะมีน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย แต่ก็เพียงพอสำหรับการทำนาปีในช่วงนี้ ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ามีปริมาณน้ำรวมกัน จำนวน 43,176 ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 58 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่รวมกันทั้งหมด ถือว่าเพียงพอ
"ถ้าดูตามประสบการณ์แล้ว ไม่น่าเป็นห่วง เพราะฤดูฝนยังมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือน และช่วงนี้ฝนเริ่มในภาคอีสานบ้างแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่แล้งใน จ.บุรีรัมย์ และเร็วๆ นี้ความกดอากาศต่ำจะเข้าสู่ภาคเหนือและภาคอีสาน จะทำให้ระดับน้ำในเขื่อนๆ ต่างเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีมรสุมอีก 2 ลูก ที่ในทะเลจีนใต้ ซึ่งจะพัดผ่านทางตอนใต้ของจีน และจะมีอิทธิพลแพร่กระจายถึงบ้านเรา ตรงนี้ผมมองว่าดีในช่วงฤดูกาลทำนาปรังที่จะถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้" นายบุญสนอง กล่าว
กระนั้นรักษาการโฆษกกรมชลประทาน ระบุว่า กรณีการสำรองน้ำสำหรับฤดูกาลทำนาปรังนั้น แต่ต้องประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ ต้องดู ณ วันสิ้นเดือนตุลาคม ว่าจะมีปริมาณเพียงพอต้องความต้องการของภาคเกษตร หากน้ำขาดแคลนต้องประสานงานไปยังหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชอย่างอื่นที่ใช้น้ำน้อยกว่า
สอดคล้องกับ นายสุรพล จารุพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและการจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ที่บอกว่า การแก้ปัญหาภัยแล้งต้องร่วมมือแบบบูรณาการหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทาน เพื่อเป็นการประเมินว่า ในแต่ละปีจะมีการกักเก็บน้ำได้ปริมาณเท่าไร โดยเฉพาะในฤดูกาลทำนาปรัง ที่เกษตรกรจะเริ่มปลูกตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน ว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด แต่จากการประเมินสถานการณ์ของน้ำนั้น ที่เกิดภาวะแห้งแล้งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ภาคอีสาน นอกเขตชลประทาน ส่วนในเขตชลประทานนั้น เขื่อนใหญ่ก็ยังมีน้ำกว่า 50% น่าจะเพียงพอในการทำนาปรัง แต่ถ้าขาดน้ำจริงต้องช่วยกันรณรงค์ให้เกษตรกรปลูกพืชอย่างอื่นที่ใช้น้ำน้อย โดยเฉพาะข้าวโพด พืชตระกูลถั่ว และพืชผัก เพื่อลดความเสี่ยงน้อยกว่า
"ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลที่จะช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อประเมินความเสียหายและให้การช่วยเหลือ 2 แนวทางด้วยกัน คือ การช่วยเหลือตามระเบียบของกระทรวงเกษตรฯ ที่ช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นหลักการปฏิบัติประจำทุกปีอยู่แล้ว และอีกแนวทางหนึ่ง จะแนะนำและส่งเสริมเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาให้หันไปปลูกพืชอย่างอื่นที่ใช้น้ำน้อยและระยะสั้น เพราะการปลูกข้าวต้องใช้น้ำเยอะพอสมควร" นายสุรพล กล่าว
การส่งเสริมเกษตรกรหันไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และมีอายุสั้น สามารถเก็บเกี่ยวได้เร็ว ก็เป็นทางออกอย่างหนึ่งที่จะให้เกษตรกรบรรเทาความเดือดร้อนได้ แม้จะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้เสียหายกว่าที่เป็นอยู่
--------------------
(ส่งเสริมปลูกพืชอายุสั้น-ใช้น้ำน้อย แนวทางลดความเสี่ยงช่วง 'นาปรัง' : โดย ... ดลมนัส กาเจ)



