ไลฟ์สไตล์

สำเร็จรูป

สำเร็จรูป

23 พ.ค. 2552

ในความเปลี่ยนแปลง และ ไม่เที่ยงแท้ สรรพสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

    ด้านหนึ่งคือความงอกงาม คือการดำรงอยู่ พร้อมๆ ไปกับอีกด้าน อันเป็นความเสื่อมสลาย ที่ทำลายอย่างไม่หยุดยั้ง บนเส้นทางของกาลเวลา ซึ่งไม่ง่ายนัก ที่จะคาดคะเน หรือประเมินคำนวณกับปรากฏการณ์ “เกิด” และ “ดับ” ดังกล่าว

  บางคน-บางกลุ่ม เชื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น มีนัยของความเจริญวัฒนา ขณะที่จำนวนไม่น้อย ก็เชื่อว่า นั่นคือร่องรอยของความเสื่อมสลาย ที่นับวันจะแสดงตนชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที

  นี่เป็นวิวาทะ ที่นำไปสู่ ๒ แนวทาง ๒ แนวคิด ระหว่างการโหมกระตุ้นเร้าให้เกิดอัตราเร่งที่สูงขึ้นของการพัฒนาในภาวะเกิดหลากหลายมิติ กับการระดมค้นหาสรรพวิธีการ สรรพความคิด เพื่อนำพามนุษย์และโลกธรรมชาติ อันประกอบไปด้วยสรรพสิ่ง ให้ดับไป หรือหลุดพ้นจากวังวน  อันนำไปสู่ความเสื่อม ซึ่งอีกฝ่ายถูกกล่าวหาว่า ได้ก่อขึ้น

  ๒ ขั้วความคิดข้างต้นนี้ ต่างเชื่อว่า ตนรู้และเข้าใจในปรากฏการณ์ที่กำลังเกิด และต่างก็เชื่อว่า ตนและกลุ่มของตน กำลังกระทำภารกิจสำคัญในการนำพาสรรพสิ่งไปสู่สภาวะปลอดพ้นจากปัญหา

  ถือเป็นกระบวนทัศน์สำคัญ ที่ต่อสู้ขับเคี่ยวกันในแผนยุทธศาสตร์ของมนุษยชาติ ทั้งบนหน้ากระดาษ และบนสมรภูมิจริง โดยมีอนาคตของคนรุ่นต่อๆ ไปเป็นเดิมพัน

  อย่างไรก็ตาม แม้ทุกฝ่ายจะได้รับผลกระทบของสองแนวคิดนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ก็มีจำนวนมาก ที่ยังไม่อาจทำความเข้าใจได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าแนวทางที่ตนเชื่อ หรือด้านที่ตนปฏิเสธ

  และมีจำนวนยิ่งน้อยลง ที่จะสามารถสรุปทั้งสองด้าน เพื่อเปรียบเทียบประเมินผล ซึ่งหมายถึงการมองในภาพรวม เพื่อทำความเข้าใจ วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างที่ควรจะเป็น ด้วยระบบการศึกษา ด้วยการดำเนินชีวิต การผลิต และการเสพบริโภค ที่มีนัยของการแยกขาด ตัดส่วน แบ่งซอย ที่เดิมทีกระทำไปตามความชอบ ความถนัด และความเชี่ยวชาญ

  ปัจจุบัน การแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ มีส่วนทั้งการกำหนดผลผลิตว่า จะออกมาอย่างไร และการที่ผลิตผล (ที่ต้องการ) ใช้อำนาจของอุปสงค์ กำหนดกระบวนการในการทำงาน จนได้สินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการออกมา ยิ่งนานวัน ความชำนาญของการทำงาน หน้าเดียว-ส่วนเดียว ก็ยิ่งทำให้ผู้เกี่ยวข้อง เกิดทักษะชนิดดิ่งลึกลงไปทุกขณะ และเล็งเห็นหรือสัมผัสได้ ในส่วนเสี้ยวระดับอนุภาค หรือเล็กกว่ายิ่งขึ้นไปทุกที

  มิหนำซ้ำ กระบวนการผลิตที่แยกส่วนกลับถูกนำมาประสมประเสรวมกัน โดยแผนกประกอบชิ้นงาน ผู้ซึ่งไม่มีโอกาสได้เหลือบแลไปยังต้นทางการผลิต แต่ละแผนกเอาเลย

  พักอยู่ในห้องแบ่งเช่า แบ่งอยู่อาศัย บนอาคารแฟลต อพาร์ตเมนต์ คอนโดฯ ที่ไม่รู้จักมักคุ้น สวมใส่เสื้อผ้าอุตสาหกรรม นั่งรถประจำทาง ต่างคนต่างมา ต่างไม่รู้จัก มาทำงาน ในโรงงาน “แยกส่วน” ทั้งการผลิตและประกอบรวม บริโภคอาหาร และเครื่องดื่มสำเร็จรูป เสพงานศิลป์และข่าวสาร ที่ผลิตในเชิงอุตสาหกรรม ฯลฯ และ ฯลฯ

  การดำรงชีพเช่นนี้ จะมองเห็น “ภาพรวม” ได้โดยง่ายละหรือ?
  และแม้ “ภาพรวม” ก็มองไม่เห็น มองไม่ออก มองแล้วไม่เข้าใจ จะไปรับรู้เรื่อง “กระบวนการ” ที่มีทั้งความเป็นมา และความเป็นไป ได้อย่างไร?

  ท้ายที่สุด เมื่อเรื่องราว “โลกย์ๆ” ยังเข้าใจไม่ได้ เรื่องในระดับ “โลกุตระ” จะไม่เหลือวิสัยยิ่งไปกว่าหรือ?

  หรือเป็นเพราะ “ชีวิตสำเร็จรูป” เช่นนี้ “ธรรมะสำเร็จรูป” จึงขายดียิ่งขึ้นทุกวัน?


"พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ"