ไลฟ์สไตล์

การบริหารจัดการความโลภ(๒)
ชุมชนคนมีกิเลส

การบริหารจัดการความโลภ(๒) ชุมชนคนมีกิเลส

23 พ.ค. 2552

เมื่อกิเลสมันอยู่กับเราจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา เราก็จะกลายเป็นก้อนกิเลสไปทั้งเนื้อทั้งตัว หาส่วนแห่งความเป็นมนุษย์แทบไม่พบ ยิ่งใช้ชีวิตไปความเป็นมนุษย์ยิ่งลดลง แต่ความเป็นคนของกิเลสนั้นเพิ่มขึ้น

 สุดท้ายไม่ใช่คนของกิเลส แต่เป็นตัวกิเลสเสียเอง อยู่ที่ไหนก็เป็นตัวกิเลสเสียเอง
 ทุกท่านลองถามตัวเองดูสิว่า เราแต่ละคนที่นั่งอยู่ที่นี่ มีสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ ที่สามารถบริหารจัดการได้จริงๆ ในตัวเรานี้ น้อยมาก ฉะนั้นเราทุกคนจะมีสัดส่วนของกิเลสผสมอยู่ในจิตใจของเรา
 
 ด้วยเหตุนี้กิจกรรมแรกที่อาตมาให้ทำก็คือ ให้สวดมนต์ก่อน และพระก็ไม่นำด้วย ให้โยมนำ อยากทดลองดูว่าสวดมนต์กับโยม ในใจของโยมจะรู้สึกอย่างไร ทำไมพระไม่มานำ อาการของอะไรที่มันกรุ่นๆ ทำไมสวดนานๆ เมื่อไหร่จะจบ

 ฉันมาฟังน่ะ ฉันไม่ได้มาสวด เห็นไหม กิเลสเขาพยายามจะแสดงตัว เขาพยายามจะแทรกตัวออกมาๆ แล้วจะกระซิบเราทีละนิดๆ 

 บางคนมาตั้งแต่สิบเอ็ดโมง ดิฉันรอไม่ไหวหรอกค่ะ เจออาตมาที่ปากทาง อาตมาบอกว่า อย่างนี้น่ะยิ่งต้องกลับขึ้นไปเลย เอาไปจัดการเดี๋ยวนี้

 โยมบอกว่า โยมมาผิดคอร์สหรือเปล่าคะ อาตมาบอกไม่ผิด เราต้องการคนแบบโยมคนที่มีกิเลสบริสุทธิ์แบบนี้เลย ก็กิเลสที่ยังไม่มีธรรมะไปเจือปนเลยน่ะ มาเลยๆ อาตมาชอบ ก็เลยขึ้นมา

 เราไม่ต้องเป็นผู้รู้ทุกอย่างนะ ประมาณว่า พระอาจารย์พูดอะไรรู้หมด เขาจะสวดมนต์รู้หมด อาตมาไม่ต้องการ เราต้องการคนที่มีความเป็นคนสุขๆ ทุกข์ๆ สุกๆ ดิบๆ กิเลสบ้าง ธรรมะบ้าง โลภบ้าง โกรธบ้าง หลงบ้าง

 นี่คือกลุ่มเป้าหมายของเรา ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ ไม่ใช่ของสังคมไทยนะ ของโลกเลย

 เพราะฉะนั้น ขอให้เราทั้งหลายจงภูมิใจเถิด เราเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลก เพราะเหตุที่กิเลสเป็นได้แค่แขกที่จรมา แต่เพราะขาดการบริหารจัดการที่ดี โลกนี้จึงกลายเป็นชุมชนของคนมีกิเลส กระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งร่มอาราม กิเลสก็แทรกตัวเข้าไป

 ฉะนั้นบ้านไหนเมืองไหน ที่เต็มไปด้วยคนที่มีกิเลส บ้านนั้นเมืองนั้นก็จะเต็มไปด้วยความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น

 คุณโยมพอจะนึกชื่อบ้านนั้นเมืองนั้นออกไหม นี่แหละคือสถานการที่สะท้อนว่า เราจะต้องรีบบริหารจัดการกิเลสกัน ยิ่งเร็วเท่าไรจะมีผลดี ต่อประเทศชาติบ้านเมืองเร็วเท่านั้น

 เพราะอาตมภาพมองอยู่เสมอว่า กิเลสนั้นเขาไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรมากมาย แต่ที่มีพิษมีภัยทำให้เราทุกข์ ก็เพราะเราไม่รู้จัดการบริหารจัดการเขาเท่านั้นเอง

 กิเลสอุปมาเหมือนไฟ ไฟนั้นถ้าเราบริหารจัดการดี คุณโยมเอาหุงหาอาหารได้ใช่ไหม ต้มน้ำได้ ให้แสงสว่างได้ ทำอะไรต่อมิอะไรได้ร้อยแปดพันเก้า

 แต่ถ้าเราบริหารจัดการไม่ดี เปลวไฟเล็กๆ นิดเดียวเผาบ้านเผาเมืองก็ได้ เผาทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งตัวเราก็ยังได้

 ฉะนั้นกิเลสจึงเป็นเหมือนไฟ จะมีพิษมีภัยมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ
 จริงอยู่ เราอาจจะไม่สามารถตัดกิเลสได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เราก็ไม่ควรตกเป็นทาสของกิเลสเต็มเวลา ควรจะมีบางช่วงบางเวลา บางชั่วโมงบางนาทีที่เราเป็นฝ่ายขึ้นมาบริหารจัดการกิเลสบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้กิเลสครอบงำเราชั่วนาตาปี

 ครูของอาตมาท่านสอนว่า ถึงแม้เราไม่มีความสามารถที่จะดับกิเลสได้หมด แต่อย่างน้อยที่สุด ขอให้มีนิพพานชั่วคราวก็ยังดีฉะนั้น

"ว.วชิรเมธี"