ไลฟ์สไตล์

ยักษ์สร้างสะพาน สู่ป้อมปราการแห่งสกอตแลนด์

ยักษ์สร้างสะพาน สู่ป้อมปราการแห่งสกอตแลนด์

26 ส.ค. 2555

ยักษ์สร้างสะพาน สู่ป้อมปราการแห่งสกอตแลนด์ : คอลัมน์ท่องต่างแดน : โดย... เรื่อง/ภาพ : เต็งพ้ง www.oknation.net/blog/tengpong

              เรื่องเล่าขานที่เป็นตำนานโดยการอ้างอิงเรื่องจริงจากธรรมชาติ จากปากต่อปาก บอกกล่าวกันมาอย่างแยบยล สามารถสร้างเอกลักษณ์แห่งเรื่องราวในท้องถิ่นนั้น ให้เป็นที่จดจำและกล่าวขานกันต่อไปในวงกว้าง สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางเพื่อค้นพบ และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน และรักษาธรรมชาติไปพร้อมกัน

              สถานที่แห่งตำนานที่อ้างอิงจากพื้นที่จริงในธรรมชาติที่ว่านั้น อาจจะอยู่ไกลไม่น้อยจากแผ่นดิน ณ ที่เรายืนอยู่ แต่ถ้าให้ใจนำทางแล้ว กายก็จะพร้อมติดตามไปได้อย่างง่ายดาย เพื่อให้ถึงที่ซึ่งเป็นตำนานนั้น....Giant Causeway แห่งไอร์แเลนด์เหนือ

              Giant Causeway นั้นยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1986 อยู่ทางตอนเหนือค่อนไปทางตะวันออกของไอร์แลนด์เหนือ ห่างจากเบลฟาส เมืองหลวงของไอร์แลนด์เหนือประมาณ 100 กม. มีตำนานที่เล่าขานกันมาว่า.. “เจ้ายักษ์นักรบตนหนึ่งของไอร์แลนด์ นามว่า “ฟิออน” ใช้แท่งหินขนาดใหญ่มากมายตอกลงไปในทะเลเพื่อสร้างเส้นทางข้ามทะเลไปยังแผ่นดินสกอตแลนด์เพื่อต้องการจะท้าทายกับ “บีแนนดอนเนอร์” ยักษ์แห่งสกอตแลนด์ ที่มีชื่อเสียง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่เคยเจอเจ้ายักษ์ตนนั้นมาก่อน เมื่อสร้างทางข้ามไปยังสกอตแลนด์เสร็จแล้ว ฟิออนก็กลับมาที่บ้านเพื่อรออรุณรุ่งแห่งวันใหม่ที่จะไปต่อกรกับยักษ์ต่างถิ่น...แต่กาลไม่เป็นดังคาด เจ้ายักษ์ “บีแนนดอนเนอร์” ได้เห็นทางข้ามทะเลและรู้แผนนั้นเสียก่อนว่าจะถูกยักษ์ต่างถิ่นท้าทาย จึงเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อที่จะจัดการเจ้ายักษ์ “ฟิออน” ให้ได้เสียก่อนตั้งแต่ต้นมือ

             เมื่อยักษ์ “บีแนนดอนเนอร์” มาถึงถิ่นไอร์แลนด์ ก็พบกับเมียของเจ้ายักษ์ “ฟิออน” นางเห็นว่าเจ้ายักษ์สกอตนั้น รูปร่างสูงใหญ่โตกว่าสามีตนเองหลายเท่าตัวนัก หากสู้รบกันจริงๆ สามีตัวเองต้องพ่ายแพ้แน่นอน นางจึงออกอุบายให้สามีตัวเองไปนอนในเปล แล้วนางก็จัดแจงแต่งกายของสามีให้เหมือนกับเด็กทารก เพื่อตบตาเจ้ายักษ์ชาวสกอตว่า นี่เป็นลูกของนางกับ “ฟิออน” ...เมื่อเจ้ายักษ์ “บีแนนดอนเนอร์” เห็นเด็กที่นอนอยู่ก็นึกไปว่า นี่ขนาดตัวลูกขนาดนี้ ตัวพ่อจะขนาดไหน คิดได้ไม่ทันไร เจ้ายักษ์ “บีแนนดอนเนอร์” ก็รีบวิ่งหนีกลับสู่สกอตแลนด์ และระหว่างทางก็ดึงเอาเสาหินพวกนั้นออกเสีย เพื่อไม่ให้ยักษ์ไอร์แลนด์ ติดตามข้ามมาได้”...เรื่องนี้จึงจบลงโดยที่ไม่มีใครบาดเจ็บเพราะความคิดของอิสตรีนั่นเอง

             แท่งหินตามตำนานนั้น นักธรณีวิทยาต่างลงความเห็นกันว่า เป็นเรื่องของธรรมชาติสร้างสรรค์อย่างบรรจง จากลาวาภูเขาไฟที่กำลังเย็นตัวลงจากจุดศูนย์กลางของหินที่เท่าๆ กัน ด้วยการเกิดแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงทำให้แท่งหินที่พบกว่า 4 หมื่นก้อน มีลักษณะเป็นแท่ง บ้างก็เป็นสี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หรือหกเหลี่ยม ตั้งเรียงชิดติดกันเป็นรูปทรงแปลกตา เมื่อได้มาชมจึงเหมือนได้เสพงานศิลป์ที่เป็นของขวัญจากธรรมชาติ

               ถึงแม้จะไม่มี Giant Causeway ให้เห็นจริงดังในตำนาน ปัจจุบันการเดินทางข้ามไปมาหาสู่ระหว่างไอร์แลนด์และสกอตแลนด์สะดวกสบายทั้งทางน้ำและทางอากาศ จึงขอพาท่านข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค จากไอร์แลนด์เหนือมายังสกอตแลนด์ เพื่อมาชมสถานที่แห่งจิตวิญญาณของชาวสกอต นั่นคือ Edinburgh Castle

               Edinburg Castle เป็นปราสาทที่ตั้งอยู่บนภูเขาหินลาวา ในเมืองหลวงของสกอตแลนด์ ที่ชื่อว่า เอดินเบิร์ก (Edinburgh) เช่นกัน ปราสาทนี้อยู่ใจกลางเมือง ซึ่งมีชัยภูมิที่ดี ระยะทางหนึ่งไมล์ ที่เรียกว่า Royal Mile จากพื้นล่างหน้าพระราชวังโฮรีรูด ทอดตัวตรงขึ้นสู่ตัวปราสาท และมีความสูงชัน ช่วยให้เป็นป้อมปราการที่ดีเช่นกัน

               หน้าประตูทางเข้าปราสาท มีรูปปั้นของสองวีรบุรุษผู้กล้าชาวสกอต คือวิลเลียม วอลเลซ และ โรเบิร์ต เดอ บรูซ ซึ่งหลายคนอาจจะเคยผ่านตาจากภาพยนตร์เรื่อง Brave Heart มาแล้ว นอกจากนั้นเหนือประตูทางเข้าจะมีภาษาละตินเขียนไว้ว่า Nemo me impune lacessit (นีโม มี อิมพูนี แลคคาสสิต) มีความหมายว่า “ไม่มีผู้ใดที่จะมารุกรานเรา โดยไม่ได้การตอบแทน” เป็นคำกล่าวเพื่อข่มขู่ข้าศึกศัตรูที่หวังจะมารุกราน ซึ่งก็คงจะหมายถึงอังกฤษ คู่รักคู่แค้นกันในอดีตนั่นเอง

               ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 และมีอาคารที่เก่าแก่ที่สุดคือ โบสถ์นักบุญมากาเรต ซึ่งพระเจ้าเดวิดสร้างถวายพระมารดา และยังคงใช้งานประกอบพิธีทางศาสนามาถึงปัจจุบัน

               บริเวณโดยรอบของป้อมปราสาทมีปืนใหญ่เรียงรายอยู่หลายกระบอก แต่ที่น่าสนใจอยู่ 2 กระบอก คือ ปืนใหญ่ที่มีชื่อว่า Mon Max ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 มีอานุภาพยิงทำลายล้างได้ไกล และอีกกระบอกหนึ่งเป็นปืนใหญ่ขนาดเล็กที่มีไว้สำหรับยิงบอกเวลา 13.00 น. ทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์, วัน Good Friday และวันคริสต์มาส ปืนทั้งสองกระบอกจึงเป็นสองรุ่นต่างวัย ต่างประโยชน์ใช้สอยแต่ก็มาอยู่ในที่เดียวกัน

               ห้องที่สำคัญอีกห้องหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กับอาคารที่ระลึกนักรบชาวสกอตในทุกสงครามคือห้องที่เก็บมงกุฎ คทา พระแสงดาบ และก้อนหินแห่งชะตา ซึ่งมีความสำคัญต่อจิตวิญญาณของชาวสกอต เพราะไม่ว่าจะเกิดศึกสงครามก็ครั้งกี่หน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่เคยถูกข้าศึกนำออกไปนอกดินแดนสกอตแลนด์ได้เลย จึงถูกยกย่องว่าเป็น Honours of Scotland และที่นี่ยังเป็นสถานที่มีพระประสูติกาลของพระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอต ผู้ขึ้นครองบัลลังก์สหราชอาณาจักรในนามพระเจ้าเจมส์ที่ 1 อีกด้วย

               อีกห้องหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ The Great Hall ที่เคยใช้เป็นทั้งห้องจัดเลี้ยง คลังแสง และครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นที่เปิดตัวหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอนเจ้าชายเลือดผสม โดยนักเขียนชื่อดัง เจ. เค. โรว์ลิ่ง

                บริเวณด้านหน้าภายนอกปราสาทยังใช้เป็นสถานที่จัดงานแสดงที่สำคัญคือ Military Tattoo งานที่ว่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับการสักลวดลายลงบนร่างกาย หากแต่เป็นการแสดงของวงโยธวาทิต ในท่วงท่าและลีลาที่งดงามพร้อมเพรียงในชุดประจำชาติ โดยจะจัดขึ้นทุกปีในเดือนสิงหาคม

               สิ่งใดที่เป็นสมบัติล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าทางจิตใจ หรือธรรมชาติสร้างสรรค์ให้เป็นรางวัล หรือสิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์จากคนรุ่นสู่รุ่น จะไม่เกิดประโยชน์อันใดเลยหากคนในรุ่นปัจจุบันไม่เรียนรู้ที่จะอยู่เพื่อปกป้องรักษาคุณค่านั้นไว้ เพื่อเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีของบรรพบุรุษ

                เราจะอยู่ชื่นชมและอิจฉาอาณาอารยประเทศอย่างเดียวกระนั้นหรือ เพราะบ้านเมืองไทยของเราก็มีสิ่งล้ำค่ามากมาย ที่ควรค่าให้ลูกหลานไทยได้ช่วยกันปกป้อง และบำรุงรักษาไว้เช่นกัน ท่านคิดเห็นเช่นนั้นหรือไม่?


.............................................................
(ยักษ์สร้างสะพาน สู่ป้อมปราการแห่งสกอตแลนด์ : คอลัมน์ท่องต่างแดน : โดย... เรื่อง/ภาพ : เต็งพ้ง www.oknation.net/blog/tengpong)