ไลฟ์สไตล์

ฟ้องได้ก็ฟ้องไป

ฟ้องได้ก็ฟ้องไป

26 ส.ค. 2555

บริษัทแอปเปิล อิงค์ กับซัมซุง อิเลกทรอนิคส์ ต่างยื่นฟ้องต่อศาลในสหรัฐอเมริกา

                 ผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ จะได้ยินข่าวอยู่เนืองๆ ว่า บริษัทแอปเปิล อิงค์ กับซัมซุง อิเลกทรอนิคส์ ต่างยื่นฟ้องต่อศาลในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และตลาดอื่นๆ ที่เป็นเป้าหมายของทั้งสองบริษัทว่า คู่แข่งละเมิดสิทธิบัตรที่ตนเองถืออยู่ แม้จะเป็นรายละเอียดเพียงเล็กๆ น้อยๆ เช่น เหลี่ยมมุมของตัวเครื่องโทรศัพท์ และแท็บเล็ต จนกระทั่งเทคโนโลยีที่ใช้ในอุปกรณ์มือถือ และแท็บเล็ตเหล่านั้น ว่า "คล้าย" หรือ "เหมือน" กับสิทธิบัตรที่บริษัทคิดค้นและถือครองอยู่

                ผู้ผลิตก็หันมาใช้วิธียกเลิกไลน์การผลิตสินค้าที่ถูกฟ้องไป แล้วเปลี่ยนรุ่นการผลิตออกมาแทน เช่นที่ซัมซุง อิเลกทรอนิคส์ ใช้อยู่ในเวลานี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับแอปเปิลอย่างจริงจัง

                 ขณะเดียวกันไลน์การผลิตสินค้า ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ต ที่ค่ายมือถือต่างหันมาเอาดีทางนี้กันมากขึ้นนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีฟังก์ชันการทำงาน และรูปลักษณ์ที่คล้ายกันอย่างแยกไม่ออก

                พูดง่ายๆ ว่า ฟังก์ชันการทำงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผลงานการคิดค้นของบริษัทใด ได้กลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมไปแล้ว เช่น ฟังก์ชันที่เป็นมาตรฐานของไอพอด เครื่องเล่นเอ็มพี3 ของแอปเปิล ที่เป็นต้นตระกูลของสินค้าซีรีส์ "ไอ" ที่สืบต่อลูกหลานออกมาเป็นทั้งไอโฟน ไอแพด ไอพอดทัช ก็ได้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับโทรศัพท์มือถือในยุคนี้แทบทุกยี่ห้อ

               แต่ถ้าจะมีการฟ้องร้องกันจริงๆ จังๆ ก็ต้องก้มลงไปฟ้องบริษัทเล็กๆ ผู้ที่ทำการผลิตชิ้นส่วน และส่วนประกอบของอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ หรือ แท็บเล็ต ที่นำมาประกอบกันเป็นอุปกรณ์เครื่องหนึ่งๆ และในสายการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งอาจจะมีชิ้นส่วนที่ "ละเมิด" หรือ "ได้รับสิทธิ์" ในการผลิตอยู่ไม่น้อย

                และบริษัทเล็กๆ ผู้ผลิตชิ้นส่วนให้แก่ผู้ผลิตมือถือและแท็บเล็ตต่างผลิตชิ้นส่วนให้แก่ผู้ผลิตมากกว่าหนึ่งราย ทำให้จะว่าไปแล้วผู้ผลิตมือถือแต่ละรายก็ต่างมีสัมพันธ์เป็นเครือญาติกันในทางพฤตินัย

                 ขณะที่ในส่วนของนิตินัยทั้งสองฝ่ายก็แยกเขี้ยวใส่กัน เพื่อเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ที่ต้องการแย่งชิงความเชื่อถือ ภาพลักษณ์ของบริษัทในสายตาผู้บริโภค ในตลาดที่มีการแข่งขันกันสูงยิ่ง

                 จึงไม่น่าแปลกใจเลย เมื่อมีผู้เก็บสถิติการฟ้องร้องระหว่างผู้ผลิตมือถือด้วยกันนั้น เพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษที่แล้ว และถ้าให้มาอรรถาธิบายว่า ใครฟ้องอะไรกับใครบ้าง คงใช้หน้ากระดาษของหนังสือพิมพ์ทั้งเล่ม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการเปลี่ยนเจ้าของบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนเหล่านั้นกันหลายต่อหลายครั้ง และเป็นการเปลี่ยนมือในนามของกลุ่มบริษัทที่รวมหุ้นกันเข้าไปซื้อกิจการ

                 ยิ่งทำให้เส้นสายความสัมพันธ์ยิ่งโยงไยกันอย่างยากที่จะแยกกันออกมาได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ผลิตมือถือก็ยังสามารถผลิตและจำหน่ายมือถือที่ถูกฟ้องร้อง และกำลังจะถูกฟ้องร้องว่าละเมิดสิทธิบัตรออกมาได้เรื่อยๆ เหมือนกับการทำธุรกิจแบบปิดตาปิดหูเสียอย่างละข้าง ฟ้องร้อง และ กำลังจะถูกฟ้องร้องว่าละเมิดสิทธิบัตรอออกมาได้เรื่อยๆ์ขอองบริษัทใแล้วใช้อวัยวะที่เหลือธุรกิจของตนเองต่อไป

                 จะฟ้องก็ฟ้องไป เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ดีแก่ใจว่า เป็นเพียงแค่กลไกการตลาด และได้โฆษณาชื่อเสียงของบริษัทในหน้าสื่อต่างๆ ฟรีๆ

                 ถ้าจะนับจำนวนคดีที่บรรลุถึงคำพิพากษาหรือมีการตกลงรอมชอมยอมความกันนั้น คงนับได้ไม่ยาก เพราะมีอยู่น้อยมากที่ผู้ผลิตเหล่านี้จะเอาเรื่องกันถึงเลือดถึงเนื้อ

                  อย่างไรก็ตามผู้บริโภคกลับถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องของผู้ผลิตมือถือเหล่านี้ เพราะการฟ้องร้องแต่ละครั้งทำให้มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น นักวิเคราะห์ในต่างประเทศประเมินไว้ว่า ผู้บริโภคในประเทศในยุโรปต้องเสียเงินซื้อโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนยี่ห้อหนึ่งแพงขึ้นราว 10% เพราะผู้ผลิตบวกเอาต้นทุนค่าฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัทคู่แข่งไว้ในราคาจำหน่ายโทรศัพท์แล้ว

                 ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ต้นทุนดังกล่าวเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นโดยถูกกฎหมายเสียอีกสิ...น่าเจ็บใจจริงๆ