ไลฟ์สไตล์

ย้อนรอยหญิงไทยอยู่เย้า 'ขัด รีด ร่ำ'

ย้อนรอยหญิงไทยอยู่เย้า 'ขัด รีด ร่ำ'

23 ส.ค. 2555

ศิลปวัฒนธรรม : ย้อนรอยหญิงไทย อยู่เย้า 'ขัด รีด ร่ำ'

                           งานบ้านงานเรือนสมัยก่อนนั้นไม่ได้มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายให้มากนัก รันจะกลายเป็นเรื่องจุกจิกยุ่งยากโดยเฉพาะเรื่องของการดูแลผ้านุ่งห่ม ที่ท่านชายมาเห็นย่อมต้องส่ายหน้าหนีทุกคน แต่หากหญิงใดใคร่ทำจนชำนาญแล้วล่ะก็แน่นอนว่า คุณค่าของการทุ่มเทเวลาจัดการงานเรือนด้วยวิธีเหล่านี้ต้องทำให้ผู้นั้นกลายเป็นที่รักใคร่ใฝ่ปองของใครหลายๆ คนเป็นแน่

                           เพื่อให้หนุ่มสาวสมัยใหม่เห็นภาพของความเป็นอยู่ในสมัยก่อนที่กล่าวมาข้างต้นมากขึ้น พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงจัดนิทรรศการย่อย “ขัด รีด ร่ำ การดูแลผ้าแบบชาววัง” ภายในหอรัษฎากรพิพัฒน์ พระบรมหาราชวัง เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เผยแพร่และส่งเสริมการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย อันเป็นที่มาของการทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญานาม “อัครถิรักษศิลปิน” อันหมายถึง ผู้ปกปักษ์ รักษา และฟื้นฟูศิลปะของชาติ ด้วยการเผยความรู้ลับๆ ฉบับชาววัง ที่ใครมาเห็นแล้วก็ต้องทึ่งในความละเอียดละออของสาวไทยในสมัยแต่กาลก่อน

                           ภายในพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เป็นเรื่องราวของการดูแลรักษาผ้าอย่างชาววัง ตั้งแต่ขั้นตอนการซักไปจนถึงการอบร่ำด้วยเครื่องหอมนานาชนิด พร้อมมีการจัดวางเครื่องมือการดูแลผ้า สาธิตวิธีการทำ และวิธีการนุ่งจีบ ห่มสไบ อย่างถูกวิธีทั้งในภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมสวมใส่ได้จริง ให้รู้ซึ้งถึงคำโบราณซึ่ง ท่านผู้หญิงอรนุช อิศรางกูร ณ อยุธยา คณะกรรมการบริหารของพิพิธภัณฑ์ หยิบยกขึ้นมาบอกไว้ว่า “แม้กระทั่งจะลุกขึ้นไป ไม้กระดานก็ยังมีความหอมติด” นั้นหมายถึงความสำเร็จจากวิธีดูแลผ้าไทยที่ซับซ้อนประณีต

                           “ตั้งแต่การซักผ้าไหมก็ลงมือต้มน้ำซักด้วยเครื่องหอมอย่างชะลูด ใส่ลูกซัด 1 กำมือ เมื่อถูกน้ำร้อนลูกซัดจะกลายเป็นเมือกเหมือนแป้งเปียกทำให้ผ้าแข็งอยู่ทรง ขึ้นเงาเมื่อตากให้แห้ง จากนั้นจุ่มลงในขี้ผึ้ง ผึ่งลมดึงให้ตึงทั้ง 4 ด้าน พอแห้งค่อยใช้หอยเบี้ยขัดผ้าไปในทางเดียวกันจนขี้ผึ้งที่เกาะอยู่ในผ้าหลุดไป แต่ก็ยังมีขี้ผึ้งส่วนหนึ่งแทรกอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้เดินแล้วมีเสียกร๊อบแก๊รบ แต่ผ้าจะมีความเงางาม จับจีบโค้งได้รูปสวยงาม ส่วนผ้าเนื้อบางอย่างผ้าแถบและสไบก็จะซักด้วยน้ำเปล่าเฉยๆ เพราะไม่ค่อยสกปรก“  ท่านผู้หญิงอรนุช กล่าวถึงขั้นตอนอันละเอียดละออ

                           ในสมัยก่อนหากเสื้อบ้านไหนมีจีบเรียบร้อย ก็จะแสดงว่าบ้านนั้นเป็นคนมีดีฐานะมีคนใช้ ผู้ชำนาญด้านผ้าไทย อ.เผ่าทอง ทองเจือ เล่าว่า เพราะสมัยโบราณไม่ใช้ความร้อนในการทำให้เรียบ มีเพียงอุปกรณ์ตัวใหญ่อย่าง "รางจีบ" และ"เครื่องอัดผ้า" ทำจากไม้สัก ที่ต้องประคองจับจีบผ้าจีบผ้าและทับทิ้งไว้ 7 วันถึงจะใส่ได้ แน่นอนว่าแม้ค้า ชาวไร่ ชาวนา ไม่มีเวลาทำเองได้แน่นอน นอกจากนี้วิถีการแต่งกายด้วย "สีมงคล" ยังเป็นเสน่ห์ของการนุ่งห่มผ้าไทยให้ติดตาตรึงใจไปทุกสมัย เช่น วันอาทิตย์สีแดงตัดเขียว วันจันทร์สีน้ำเงินกับเหลืองจำปา อังคารสีม่วงอ่อนและเขียวโศก พุธสีแสด พฤหัสบดีเขียวอ่อนและแดงเลือดนก วันศุกร์สีน้ำเงินเหลือง วันเสาร์สีม่วงเขียว และวันพระสีแดง หรือขาวมุก ซึ่งปกติแล้วในวันสำคัญทางศาสนาคนโบราณนิยมนุ่งห่มสีสันสดใส ไม่ใช่ใส่เพียงแค่สีขาวอย่างเดียว

                           จุดเด่นของผ้าไทยอีกข้อ คือกลิ่นเครื่องหอมอันคละคลุ้งอยู่ในทุกอณูเส้นใย  ปิยะมน โพธิ์ชุม นักอนุรักษ์และผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ ขัด รีด ร่ำ ย้ำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า สมัยก่อนนั้นกลิ่นหอมของสาวแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน บางบ้านจะนำชะลูดหอม ลูกซัก ดอกไม้ เช่น ดอกมะลิ บุนนาค เทียนกิ่ง พิกุล สารภี เครื่องหอมและเปลือกไม้จันทน์เทศ ไม้ฤกษณา กำยาน นำมาตากให้แห้ง บดผสมรวมกัน นำไปร่ำด้วยควันเทียนก่อนนำไปวางไว้ในหีบผ้าแล้วปิด หรือร่ำด้วยดอกไม้สด โดยที่ดอกไม้ไทยจะมีคุณสมบัติหอมกลางคืนก็สามารถเก็บมาใส่ในหีบได้ หรือร่ำด้วยดอกไม้แห้งห่อผ้าขาวบางแล้วนำไปใส่ในหีบ โดยแต่ละบ้านจะมีเคล็ดลับในการผสมกลิ่นให้ได้เฉพาะตัวของตัวเองไป

                           ยิ่งได้สัมผัสขั้นตอนอย่างละเอียด คำว่า ความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาก็ปรากฏเด่นชัด ใครอยากมาย้อนรอยความเป็นไทยเหล่านี้บ้างสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ฟรีตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายนนี้ หรือติดต่อสอบถามและจองที่นั่งสำหรับการบรรยายดีๆ เกี่ยวกับการดูแลผ้าไทย ได้ที่  0-2225-9420 หรือ 0-2225-9430 รับรองว่ายังมีเสน่ห์ความเป็นอยู่แบบไทยโบราณ รอให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสอีกเพียบ