
"น้ำนมแม่" ต้านโรคร้าย
"น้ำนมแม่" ความหมายอันยิ่งใหญ่ ที่ไม่สามารถหาสิ่งใดมาทดแทนพระคุณของ แม่ ได้ เป็นจุดเริ่มต้นก้าวสำคัญที่ให้คุณค่าสารอาหารสูงสุด พร้อมเกราะต้านทานโรคภัยต่างๆ ความเอาใจใส่ในด้านสุขภาพ กายใจ ในทุกวัยของชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งช่วงที่เป็นช่วงโอกาสทองของการ
การคลอด การเลี้ยงดูในวัย 1-2 ขวบปีแรก ความเอาใจใส่ในการดูแลแม่ตั้งครรภ์ให้ได้รับอาหารเพียงพอ ป้องกันโรค สารเคมีหรือยาที่จะทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ ความพร้อมของสถานที่และบุคลากรในการคลอดให้แม่ปลอดภัยลูกปลอดภัยไม่ขาดออกซิเจน และให้ลูกได้รับนมแม่ตั้งแต่มื้อแรกของชีวิต และต่อเนื่องจนถึงอายุ 1-2 ปี เป็นจุดเริ่มต้นก้าวสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ
น้ำนมแม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวแรกในการสร้างกระบวนการเลี้ยงดูลูกตัวน้อยอย่างอบอุ่น พร้อมกระบวนการป้องก้นโรคติดเชื้อต่างๆ การได้รับภูมิต้านทานอย่างต่อเนื่องจากเมื่ออยู่ในครรภ์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีถึงประโยชน์ของน้ำนมแม่ โดยเฉพาะภูมิต้านทานในน้ำนมแม่และสารอาหารที่ช่วยให้ลูกห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆ มากกว่าทารกที่กินนมผสม เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ โรคแพ้โปรตีนนมวัว โรคผื่นภูมิแพ้ โรคหืดหอบ รวมทั้งน้ำนมแม่ยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกกว่า 200 ชนิดที่เป็นเรื่องยากในการเติมเพิ่มในนมผสมให้ครบหรือให้สามารถนำไปใช้ในตัวเด็กได้อย่างดี เมื่อเทียบกับการได้รับโดยธรรมชาติจากน้ำนมแม่ อาทิ เช่น ดีเอชเอ (DHA) เอเอ (AA) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) ซีรีโบรไซด์ (Cerebroside) ฟอสโฟไลปิดส์ (Phospholipid)
แม่ที่ให้ลูกกินนมแม่จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) และลดการสึกกร่อนของกระดูก หรือโรคกระดูกพรุน (Bone Density) อีกด้วย สำหรับในทารกที่ป่วย การให้ทารกได้รับนมแม่ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากทารกกลุ่มนี้ยิ่งต้องการน้ำนมแม่เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบคุณค่าได้รับภูมิคุ้มกันอาหารที่เหมาะกับสภาพของทุกระบบของร่างกายไม่ทำให้เกิดปัญหาการแพ้ เพื่อช่วยให้ทารกมีพลังในการต่อสู้กับเชื้อโรคและการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอจากการเจ็บป่วย
นมแม่มีความสำคัญอย่างมากกับทารกที่ป่วย หลายคนเข้าใจว่า ทารกป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล อย่างเช่นทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกที่ยังต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ทารกที่ต้องผ่าตัดรักษา เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ไม่สามารถกินนมแม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถให้ทารกได้กินนมแม่ โดยคุณแม่บีบเก็บน้ำนมแม่มาให้ลูก คุณพยาบาลจะเป็นผู้ให้นมทางสายยางสำหรับให้อาหาร หรือป้อนด้วยช้อนหรือแก้ว แล้วแต่ความพร้อมของทารก เมื่อทารกพร้อมจึงค่อยให้ดูดจากเต้าของคุณแม่
ทารกป่วยยิ่งต้องการนมแม่ หัวน้ำนมแม่ใน 2-3 แรกหลังคลอดมีความสำคัญและมีคุณค่ามากกับทารก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกที่ป่วย ช่วยให้เกิดภูมิต้านทานโรค มีผลต่อการพัฒนาของสมอง จอประสาทตาในทารกเกิดก่อนกำหนด การย่อย ดูดซึมง่าย ลดการเกิดอักเสบของลำไส้
พญ.วราภรณ์ แสงทวีสิน
สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี
คลินิกนมแม่ โทร.0-2354-8945, 0-2354-8350



