
หลอกโอนเงิน จองตั๋วผ่านเว็บไซต์
หลานผมอายุ 17 ปี อยู่ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้จองโรงแรมและซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวต่างประเทศ ผ่านเว็บไซต์ www.expedia.co.th ปรากฏว่าถูกเรียกเก็บเงินผ่านบัตรเครดิต โดยวิธีซับซ้อน แต่ไม่ได้รับตั๋วและใบจองโรงแรม รวมทั้งใบเสร็จรับเงิน
สอบถามไปยังกองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่มีสถานประกอบการในประเทศไทย แต่อยู่ในมาเลเซีย ไม่มีทะเบียนการค้าไทย ไม่มีทะเบียนผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยวไทย และไม่มีหลักประกันการคืนเงิน
มีการตอบกลับจากคู่กรณีว่า จะโอนเงินคืนให้ภายใน 7-15 วัน แต่ก็เงียบไม่มีอะไรคืบหน้า หลานผมได้โอนเงินไป 7,000 บาท ซึ่งในตอนแรกจะรูดบัตรเครดิต 2 ใบ แต่ทางเว็บไซต์ได้ติดต่อกลับมาว่าให้รูดบัตรใบเดียว และบริษัทแห่งนี้ก็มีหลายสาขาอยู่ทั่วโลก
ผมยังไม่ได้แจ้งความ แต่อยากเตือนให้ระมัดระวังการหลอกลวงผ่านทางเว็บไซต์ในลักษณะนี้ เพราะมีมากขึ้นทุกวัน
สุนทร
ตอบ
สำนักป้องกันการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ชี้แจงว่า กรณีแบบนี้ต้องให้ผู้เสียหายเข้าไปแจ้งความก่อน แล้วมาดูรายละเอียดในเว็บไซต์ ผู้เสียหายต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมว่ามีการโอนเงินกันอย่างไร ถ้าทางตำรวจต้องดูข้อมูลทางจราจรทางคอมพิวเตอร์จากสำนักป้องกันฯ อาจจะต้องมีหนังสือมาที่กระทรวงเพื่อขอข้อมูล เพื่อตรวจสอบว่าเว็บไซต์นี้มี IP และ ADD ปรากฏหรือไม่ มีวันเดือนปีและเวลาในการส่งเว็บไซต์หรือไม่ จึงจะขอข้อมูลไปทางบริษัทที่เป็นเจ้าของไอพีที่ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต
หากตรวจพบว่ามีข้อมูลการโอนเงินแล้วไม่ส่งเอกสารให้ก็ต้องสอบถามไปที่ธนาคาร เพื่อตรวจสอบว่ามีการหักเงินหรือไม่ และต้องมีการสอบปากคำ
ทางสำนักป้องกันฯ ตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า บริษัทนี้จดทะเบียนที่ต่างประเทศจริง ในสหรัฐอเมริกา วอชิงตัน จดเป็นชื่อที่อยู่ที่สหรัฐอเมริกาทั้งหมด เรื่องในลักษณะนี้มีทั้งจริงและเท็จ ซึ่งอาจมีการปลอมแปลงกันได้ ทางผู้ใช้บริการต้องพิจารณาให้ดีก่อนใช้บริการ
สำนักป้องกันฯ แนะนำให้ผู้ใช้บริการเว็บไซต์นี้ เข้าไปแจ้งความไว้ก่อน ทางตำรวจมีสิทธิ์ในการขอข้อมูล ตามประมวลกฎหมายทวิอาญา เป็นขั้นตอนขอเรียกพยานวัตถุ เอกสาร ซึ่งจะเรียกสอบไปยังบริษัทแห่งนี้ เพื่อเข้าทำการตรวจสอบ
พ.ต.ต.สงัด เบ้าแบบดี สวป.สภ.พุทธมณฑล ชี้แจงว่า เบื้องต้นต้องดูก่อนว่าเป็นข้อหาฉ้อโกงหรือไม่ ทำธุรกรรมผ่านทางไหน การฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ตเป็นปัญหาที่ซับซ้อน เพราะจะมีเลขที่ IP และ ADD ต้องตรวจสอบดูว่าการล็อกอินใช้อินเทอร์เน็ตที่ไหน และธนาคารที่ตัดบัญชีบัตรเครดิตด้วย
การทำคดีต้องสืบหา IP และ ADD ของผู้ต้องหาในแต่ละวินาทีที่ปริ๊นเอาท์ออกมาจะเป็นไอพีหลอก เวลาการปล่อยไอพีออกมา ยูสเซอร์ที่ใช้ทั้งหมดอาจมีจำนวนมากไล่เรียงกันจริงๆ อาจมีผู้ต้องสงสัยถึง 10 คน ซึ่งก็ต้องมาตรวจสอบดูในรายละเอียดเยอะมาก และบางกรณีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอาจใช้ล็อกอินท์จากแอร์การ์ด หรือไวไฟสาธารณะ ซึ่งจะทำการสืบหาได้ยาก เพราะเป็นวิธีการที่แยบยล และซับซ้อน
สารวัตรสงัด บอกว่า ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนแต่ละท้องที่มักจะไม่ได้ความร่วมมือจากผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต อ้างว่า "เป็นข้อมูลส่วนบุคคล" ทำให้การตรวจสอบและติดตามผู้กระทำผิดเป็นไปได้ยาก และยังคงเป็นช่องทางหลอกลวงของมิจฉาชีพต่อไป
ลุงแจ่ม



