
หนังสือที่เธอถือมา:มีแต่ไม่เอา
หนังสือที่เธอถือมา : มี แต่ไม่เอา : โดย...ไพวรินทร์ ขาวงาม
..........
๑.
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล-เคยมีผู้ถามท่านว่า “ท่านยังมีโกรธอยู่ไหม?” หลวงปู่ตอบเร็วว่า “มี แต่ไม่เอา”
บางตอนจากหนังสือ “หลวงปู่ฝากไว้” บันทึกคติธรรมและพระธรรมเทศนา ของ พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) แห่งวัดบูรพาราม เมืองสุรินทร์ รวบรวมบันทึกไว้โดย พระโพธินันทมุนี
หนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีผู้จัดพิมพ์เป็นธรรมทานหลายช่องทาง ผมมีติดตัวไว้อ่านเนืองๆ หลายปีแล้ว โดยเมื่อร่วมสิบปีก่อน ได้ไปติดต่อขอรับหนังสือจำนวนหนึ่งจาก คุณขวัญ เพียงหทัย แห่งสำนักพิมพ์เรือนธรรม เพื่อนำไปแจกเป็นที่ระลึกในพิธีทำบุญ ๑๐๐ วันบิดาของผม
พระโพธินันทมุนี ปัจจุบันคือ พระราชวรคุณ เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม เมืองสุรินทร์
เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ผมบรรพชาเป็นสามเณรกับหลวงปู่ดูลย์ ณ พระอุโบสถวัดบูรพาราม และบวชต่อเนื่องจนได้อุปสมบทเป็นพระที่วัดอื่น เมื่อประมาณปี ๒๕๒๔ ก่อนที่ผมจะลาสิกขาในปี ๒๕๒๕ ผมมีโอกาสได้ร่วมวงอาหารเพลกับหลวงปู่ ก่อนที่หลวงปู่ดูลย์จะมรณภาพในปี ๒๕๒๖ นั่นคือมงคลโอกาสวาสนาช่วงหนึ่งในชีวิตผม และคิดไม่ถึงว่าหลายปีต่อมา หนังสือ “หลวงปู่ฝากไว้” จะเป็นเหมือนพระเครื่องที่ผมมีติดตัวติดกระเป๋าเดินทางตลอดเวลา หยิบมาอ่านเมื่อใดก็ได้ข้อคิดใคร่ครวญธรรม
คำสอนของหลวงปู่ สั้นๆ ง่ายๆ ใกล้ๆ ตัวนั่นเอง ผู้คนมักเข้าใจว่าคนบวชเป็นพระ เป็นพระดี เป็นพระดังแล้วจะระงับดับสิ้นซึ่งความโกรธ เมื่อมีผู้ถาม ท่านบอก “มี แต่ไม่เอา” สั้นๆ แต่คิดต่อได้ยาวๆ
๒.
“ผมไม่ใช่พระ-ไม่ใช่ผมเป็นคนไม่โกรธ โกรธได้ตามแรงกระทบ แต่ก็พยายามไม่ให้หลุดไปเป็นวาจาหยาบคายก้าวร้าวสะใจ ไม่คิดพูดตะแบงบิดเบือน หรือการกระทำเถื่อนถ่อย แบบเจ้าดีกรี เจ้าอัตตา เจ้าอารมณ์ แบบอารมณ์พาไป แบบปากพาไป คนเราพอมีอารมณ์ บางที-ตอนทำไม่ได้คิด พอได้คิด หรือคิดได้ก็ทำไปแล้ว อ้าว-ตายห่า...ชั่ววูบชั่วชีวิตก็มี”
หลายวันก่อน ผมเขียนบางข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เขียนแล้วก็มีผู้อ่านชวนคิดถึงคำของหลวงปู่ ผมคงมิอาจเอื้อมถึงความเป็นหลวงปู่ดูลย์ การ “ไม่เอา” ของท่านคง “ไม่เอา” จริงๆ ไม่เหมือนเราที่เหมือนไม่เอา แต่ก็ยังคงเอาอยู่นั่นเอง ยังคงโกรธ ยังคงหงุดหงิด ยังคงรำคาญ ยังคงอยู่ในขั้นพยายามที่จะข่มอารมณ์เหล่านี้ ซึ่งเป็นอารมณ์พื้นฐานที่มีอยู่ในหมู่คนทั่วไป ไม่เราๆ ก็ท่านๆ นี่แหละ
แม้รู้-ความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี พระท่านว่า “คนมักโกรธ ย่อมอยู่เป็นทุกข์” หรือ “พึงตัดความโกรธด้วยปัญญา” เราก็ยังพบเห็นผู้โกรธอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน รวมทั้งเราเองก็พร้อมจะกลายเป็นผู้โกรธเมื่อพบเจอแรงกระทบประดามี ตั้งแต่ในบ้าน ในท้องถนน ในที่เรียน ในที่ทำงาน ในสภา แม้กระทั่งในวัด
อยู่แต่ในบ้าน-อ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ เข้าเว็บไซต์ อ่านเฟซบุ๊ก ก็ล้วนเป็นช่องทางที่เราจะได้พบแหล่งพลังงานของความโกรธ ที่มันจะดึงดูดเอาพลังงานของสติปัญญาไปทีละเล็กละน้อย
ผู้ไม่โกรธเลยคงหายาก มีแต่ผู้เลี่ยงที่จะโกรธ หรือผู้โกรธแล้วเลี่ยงที่จะใช้ความโกรธ หรือใช้ความโกรธในระดับที่จัดการบริหารตัวเองได้ อย่างโกรธคนแล้วด่าคนด้วยสติปัญญา มิใช่ด้วยอารมณ์บ้าคลั่ง มีผู้คนไม่น้อยที่อารมณ์พาไป ปากพาไป แล้วก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ติดคุก หรือสั่งสมพลังงานโกรธเต็มตัว ไปไหนมาไหนผู้คนแค่เห็นแววตาก็กลัว ชิงชังรังเกียจ ไม่อยากเข้าใกล้
๓.
ผมเองยังคงโกรธเป็น หงุดหงิดเป็น รำคาญเป็นอยู่พอประมาณ ยิ่งทำงานกับความคิดความอ่านความเขียนที่ต้องใช้ภาษา การใช้ภาษาสื่อสารก็อาจผิดพลาดคลาดเคลื่อนแปรเป็นพลังงานความโกรธได้
เวลาถูกด่า ถูกกล่าวหา ถูกเสียดสี ถูกเย้ยหยัน-แรกๆ ผมโกรธเร็ว แต่ก็หายเร็ว (ตามธรรมชาตินิสัย) ตอนหลังโกรธช้าลง หรือโกรธแต่พยายามใช้ปัญญาข่มใจ-โดยเฉพาะคิดถึงคำที่หลวงปู่ฝากไว้!
--------------------
(หนังสือที่เธอถือมา : มี แต่ไม่เอา : โดย ... ไพวรินทร์ ขาวงาม)



