
เที่ยวบ้านเจงกิสข่าน ที่'อูลานบาตอร์'
เที่ยวบ้านเจงกิสข่าน ที่'อูลานบาตอร์' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง
ถ้าพูดถึงบ้านของเจงกิสข่าน และดินแดนแห่งทะเลทรายโกบี แน่นอนว่าทุกคนต้องนึกถึงมองโกเลีย ประเทศที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็นดินแดนแห่งทุ่งหญ้าฟ้าสวย
มองโกเลีย มี 12 เดือนเหมือนทุกที่ แต่มีแค่ 3 เดือนกว่าเท่านั้นที่นักท่องเที่ยวพร้อมใจกันพุ่งเข้าหา ไล่ไปตั้งแต่เดือนมิ.ย.ไปจนถึงกลางเดือนกันยายน พ้นช่วงนี้ไปแล้วมองโกเลียจะหนาวมากถึงมากที่สุด ใครไม่รังเกียจอากาศหนาวทารุณ หากไปในช่วงนี้ก็จะได้เป็นเจ้าของทุ่งหญ้าฟ้าสวยที่แถมมาด้วยอุณหภูมิที่กรีดเฉือนเลือดเนื้อ พ่วงกันมาเป็นแพ็กเกจ
ฤกษ์งามยามดีบริษัทโกลบอลยูเนี่ยน เอ็กซ์เพรส(0-2308-2104, www.guetravel.com) ซึ่งปกติเป็นเจ้าตลาดทัวร์รัสเซีย อยากไปตะลุยเส้นทางมองโกเลีย ฉันเลยถือโอกาสติดสอยห้อยตาม ”คุณชรินทร์ นุกรณ์นวรัตน์” บิ๊กบอสของโกลบอลฯ ไปสำรวจดินแดนแห่งทุ่งหญ้าฟ้าสวยด้วย ซึ่งไม่ว่าใครอยากจะตามรอยจอมทัพบนหลังม้าอย่างเจงกิสข่าน หรืออยากจะไปตะลุยทะเลทรายโกบี ก็ต้องมาออกตัวกันที่ อูลานบาตอร์ (Ulaanbaatar) ด้วยกันทั้งนั้น
นี่คือเมืองหลวงที่มีกลิ่นอายของรัสเซียเคล้ากับจีน ด้วยลักษณะของภูมิศาสตร์และประวัตศาสตร์ของเมืองที่พัวพันมากับ 2 ประเทศนี้ จึงทำให้อูลานบาตอร์เป็นแบบนั้น
แต่อูลานบาตอร์ก็เป็นเมืองใหญ่ที่น่าเที่ยว มุมหนึ่งคือตึกสูงระฟ้าที่ใครๆ พากันกำลังวิ่งไล่กวดความทันสมัย หากแต่อีกมุมหนึ่งยังคงเป็นที่สิงสถิตวัฒนธรรมอันงดงามของผู้คน
และไม่ว่าจุดหมายปลายในอูลานบาตอร์ของใครจะอยู่ที่ไหน แต่มุมหนึ่งที่ทุกคนต้องพาสองเท้ามาประทับคือ จัตุรัสสุขบาตอร์ (Sukhbaatar Square) ลานกว้างที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง นอกจากทำเนียบรัฐบาลแล้วยังแวดล้อมไว้ด้วยอาคารสำคัญมากมาย ตรงนั้นมีทั้งอนุสาวรีย์ของสุขบาตอร์นั่งบนหลังม้า และเจงกิสข่าน รอการไปเยี่ยมเยือนของนักเดินทาง
มุมที่หากใครไม่รีบร้อนไปไหน นี่คือมุมที่มีไว้นั่งพิจารณาผู้คนชาวอูลานบาตอร์ได้อย่างเต็มอิ่ม ทั้งผู้คน สถาปัตยกรรม และอาคารร้านรวงล้วนทำให้เชื่อว่าเมืองนี้เป็นเมืองสวยแปลกๆ จะจีนก็ไม่ใช่รัสเซียก็ไม่เชิง อาคารรอบตัวอาจจะดูแข็งๆ แต่รอยยิ้มอันอบอุ่นของผู้คนที่นั่งกระจัดกระจายตามจัตุรัส ทำให้อูลานบาตอร์ฉายแววของเมืองแห่งไมตรี
ไม่ไกลจากจัตุรัสสุขบาตอร์คือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History Museum) มุมที่แขกเหรื่อจะได้เรียนรู้เรื่องราวอีกมิติหนึ่งของมองโกเลีย ที่บอกเล่าถึงพันธุ์พืช สัตว์ชนิดต่างๆ หิน สภาพทางธรณีวิทยา ภูมิทัศน์และธรรมชาติอันทรงพลังของมองโกเลีย ยังมีข้าวของเก่าแก่อันล้ำค่าอีกมากมายที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์
ห้องที่เป็นไฮไลท์อยู่ที่ซากไดโนเสาร์ ซึ่งเป็นโครงที่ใหญ่และสมบูรณ์แบบมาก รวมถึงมีงาของแมมมอสที่ทำเอาหลายคนหูตาเบิกโพลง เขาว่าปีๆ หนึ่งจะมีนักท่องเที่ยวเดินเข้าออกพิพิธภัณฑ์แห่งนี้กว่า 5 หมื่นคน
อูลานบาตอร์ยังมี พิพิธภัณฑ์โบกด์ข่าน ( Bogd Kahn Museum) อีกแห่งหนึ่งที่ทำให้คนดูตาลายกันไปข้าง เพราะมีทั้งโซนทีเคยเป็นพระราชวังฤดูหนาวมาก่อน และห้องหับใหญ่ๆ อีก 4-5 ห้องที่เป็นเหมือนขุมทรัพย์ของมองโกเลีย จะเรียกว่าเป็นบ้านหลังสุดท้ายของกษัตริย์ก็ได้ เพราะพอหมดยุคกษัตริย์ ที่นี่ก็ถูกแปลงสภาพเป็นพิพิภัณฑ์ ซึ่งในช่วงที่รัสเซียเข้าปกครอง วัดนี้ถูกทำลายไปมาก แต่ทุกวันนี้ก็ถูกปรับปรุงให้อยู่ในสภาพดี มีข้าวของและโบราณวัตถุเก็บสะสมไว้ไม่น้อย โดยเฉพาะพวกภาพทังก้าเก่าแก่ที่มีทั้งภาพของพระศรีอริยเมตไตรย์ และพระอวโลกิเตศวร ที่วิจิตรและประณีตเป็นที่สุด
ในโซนที่เป็นพระราชวังก็ได้แสดงพวกรถม้า เสื้อผ้าอาภรณ์ ข้าวของเครื่องประดับ และพวกตู้เตียงที่ถูดกเก็บไว้ในห้องหับอย่างดีบนอาคาร 2 ชั้นที่อาจไม่ใหญ่โตนักถ้าเทียบกับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์หรือเฮอร์มิเทจ แต่ก็ทำเราขลุกอยู่ได้อยู่นานสองนาน
ยังมี อารามกันดาน (Gandan Monastery) ที่เป็นวัดใหญ่และมีความสำคัญมากของเมืองอูลานบาตอร์ นี่คือวัดใหญ่ ที่สำหรับชาวมองโกเลีย นี่คือศูนย์รวมจิตใจของพวกเขา เพราะมีทั้งพระพุทธรูปที่เคารพบูชาอยู่รายรอบวัดกว่าพันองค์ และมีพระพุทธรูปยืนในโบสถ์ที่สูงมาก ปัจจุบันมีพระจำวัดอยู่ที่นี่ราว 150 รูป และเป็นอีกสถานที่หนึ่งของมองโกเลียที่มากมายไปด้วยประวัติศาสตร์
แวะจัตุรัส เที่ยววัด ชมพิพิธภัณฑ์กันไปแล้ว แต่ถ้าหากอยากยืนสูดอากาศดีและซดวิวห้าดาวของมองโกเลียไปพร้อมๆ กัน เลยมุ่งหน้าไปหาอนุสรณ์สถานแห่งการต่อสู้ ไซซาน (Zaisan Zaisan Memorial) เพราะที่นี่คือมุมชมวิวที่ดีที่สุดของเมือง มุมที่ตับไตไส้พุงกี่ขดของอูลานบาตอร์ก็เห็นได้หมด ด้านบนเป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารมองโกเลียที่ร่วมรบกับทหารรัสเซียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
นี่แค่ออเดิร์ฟของมองโกเลีย ก็รู้สึกแล้วว่าประเทศนี้มีธรรมชาติเป็นต้นทุนชั้นดี ตอนหน้าจะไปนอนกระโจมแบบชาวมองโกเลีย ขี่ม้าไปตามเนินเขา กอดก่ายท้องฟ้าสีครามและทุ่งหญ้าอย่างไม่รู้เบื่อ
...................................
(เที่ยวบ้านเจงกิสข่าน ที่'อูลานบาตอร์' : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง)



