
เปิดตัวหนังสือ'พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา'
"ในหลวง" พระราชทานพระบรมราชานุญาตภาพถ่ายจิตรกรรมฝีพระหัตถ์บนปกหนังสือ "พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา" "อำนวย วีรวรรณ" เผยจัดพิมพ์ 9.2 หมื่นเล่มถวายแด่พระบรมวงศานุวงศ์ และมอบให้องคมนตรี ครม. ส.ว. คณะผู้พิพากษา หอสมุดแห่งชาติ คณะสงฆ์ทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีการเปิดตัวหนังสือ พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา โดย ดร.อำนวย วีรวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้จัดทำหนังสือพระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความสนใจมากว่า 10 ปี เพราะพระพุทธศาสนาในประเทศไทย มีความเจริญมากที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆทั่วโลก โดยประเทศไทยมีประชากรนับถือศาสนาพุทธถึงร้อยละ 90 มีวัดทั่วประเทศมากถึง 4 หมื่นวัด และมีพระสงฆ์มากกว่า 2.5 แสนรูป ตนจึงได้หารือกับ พล.ต.ม.ร.ว.ศุภวัฒย์ เกษมศรี นักประวัติศาสตร์ของไทย ในการค้นคว้าวิจัยในเรื่องพระพุทธศาสนา และนำมากลั่นกรองจัดพิมพ์เป็นหนังสือเล่มดังกล่าว จำนวน 9.2 หมื่นเล่ม โดยจะนำไปถวายแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และมอบให้แก่ประชาชน หน่วยงานต่างๆ อาทิ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา คณะผู้พิพากษา หอสมุดแห่งชาติ รวมถึงคณะสงฆ์ด้วย
ดร.อำนวย กล่าวอีกว่า เชื่อว่าหนังสือเล่มดังกล่าว เป็นหนังสือสารคดีประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าทางพระพุทธศาสนามากที่สุดเล่มหนึ่งของไทย เพราะมีงานวิจัยเกี่ยวกับพระพุทธศาสนารองรับ และสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ของสถาบันหลักของไทย ทั้งสถาบันพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 700 ปี นับตั้งแต่ พ่อขุนรมคำแหงจนถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
“สำหรับภาพหน้าปกหนังสือพระมหากษัตริย์ ไทยกับพระพุทธศาสนา ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญภาพถ่ายจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ ในการลงพิมพ์บนปกหน้าและในหนังสือเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้จัดพิมพ์แล้ว รวมทั้งยังมีภาพวาดพุทธศิลป์ของศิลปินแห่งชาติ มาประกอบภายในหนังสือด้วย นอกจากนี้ผมมีแนวคิดที่จะแปลหนังสือเป็นภาษาต่างประเทศ อาทิ ภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย เพื่อต้องการให้พระพุทธศาสนาได้รับการเผยแพร่ทางวิชาการออกไปทั่วโลก นอกจากนี้ ผมยังได้ผลักดันให้มีการเปิดหลักสูตรพระพุทธศาสนาทั้งระดับปริญญาโทร ตรี และเอก ในมหาวิทยาลัยมลรัฐมิชิแกน ประเทศอเมริกา โดยอยู่ระหว่างหารือกับทางมหาวิทยาลัย และจะมีการส่งผู้เชี่ยวชาญไปศึกษาความพร้อมด้วย”ดร.อำนวย กล่าว
ด้านนายสมชาย เสียงหลาย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม( วธ.) กล่าวว่า สถาบันพระมหากษัตริย์มีบทบาทสำคัญในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา 4 ด้าน คือ ทรงดำรงไว้ซึ่งการทำนุบำรุงศาสนธรรมจากพระจริยวัตร ทรงใช้หลักธรรมปกครองบ้านเมือง โดยเฉพาะหลักทศพิธราชธรรม ซึ่งดัดแปลงมาจากรากฐานของพระพุทธศาสนา ทรงเป็นเอกองค์อัครศาสนูปถัมภ์ เป็นแบบอย่างแก่พสกนิกร ทรงให้ความอุปถัมภ์ศาสนบุคคล ดูแลพระสงฆ์ในนิกายต่างๆ ให้ได้รับการส่งเสริมปฏิบัติศาสนกิจอย่างเหมาะสม ทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีทางศาสนา และทรงมีพระราชหฤทัยห่วงใยการสืบทอดพระศาสนา อย่างเช่น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ที่ เกิดปัญหาขาดแคลนพระภิกษุสงฆ์ ก็ทรงมีพระราชดำริให้พระสงฆ์จากภาคอื่นๆ ไปจำพรรษา เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป
วธ.ดึงเยาวชนเฝ้าระวังวัฒนธรรม
นายสมชาย กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยกำลังพัฒนาในทุกๆ ด้านทั้งระบบของสังคม รวมทั้งเปิดรับเทคโนโลยีสารสนเทศและกระแสโลกาภิวัตน์ตามแรงผลักดันของสังคมโลกอย่างเต็มที่ มีผลทำให้เยาวชน และประชาชนไทยที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่ดีพอหรือขาดการใช้วิจารณญาณกลั่นกรองจะเสี่ยงต่อการรับวัฒนธรรมที่ไม่ดีงามโดยง่าย วธ.โดยสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม จึงจัดโครงการค่ายเยาวชนอาสาสมัครเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม รุ่นที่ 11 ระหว่างวันที่ 16 - 19 สิงหาคม 2555 ขึ้น ณ โรงเรียนเตรียมทหาร จังหวัดนครนายก ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเยาวชนโรงเรียนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดนครนายก กว่า 110 คน ที่ได้มาเข้าร่วมโครงการ เพื่อเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ และร่วมเป็นเครือข่ายเยาวชนอาสาสมัครที่เป็นต้นแบบ ในการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และแจ้งเตือนภัยสังคม รวมถึงแก้ไขปัญหาด้วยการกระตุ้นจิตสำนึก และเสริมสร้างศักยภาพในการเลือกสรรกลั่นกรองให้เป็นสังคมที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี
นายสมชาย กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆ ในโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ การเรียนรู้หลักธรรม การเรียนรู้การเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม รวมถึงการเรียนรู้สถานการณ์ปัจจุบันในสังคมและการเรียนรู้เท่าทันสื่อ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังมีโอกาสได้เดินทางไปทัศนศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม และสถานที่สำคัญต่างๆ ในพื้นจังหวัดนครนายก โดยมีผู้ให้การสนับสนุนโครงการฯ ประกอบด้วย จังหวัดนครนายก สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครนายก แหล่งเรียนรู้ด้านต่างๆ ในพื้นที่ สถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการฯ โรงเรียนเตรียมทหาร และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างไรก็ตาม เยาวชนอาสาสมัครเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม และผู้เข้าร่วมการอบรมจะมีความรู้ความเข้าใจงานเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม และเป็นเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม และแจ้งเตือนภัยให้กับสังคมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
“กิจกรรมดังกล่าวยังจะมีการเชิญนักจิตวิทยา หมอสุขภาพจิต มาให้คำปรึกษาแก่นักเรียนทั้ง 110 คนถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ วธ. จะส่งเสริมเยาวชนอยู่ในสภาวะที่มีภูมิต้านทานต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ตกเป็นเหยื่อของค่านิยมผิดๆ หรือการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย จากนี้นักเรียนทั้งหมดจะเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังทางสังคม และเป็นกลุ่มแกนนำจัดตั้งกลุ่มเยาวชนอาสาสมัครเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมในโรงเรียน ตลอดจนคิดกิจกรรมเฝ้าระวังเพื่อนนักเรียนกลุ่มเสี่ยงคนอื่นต่อไปด้วย”นายสมชาย กล่าว



