ไลฟ์สไตล์

สศช.ชี้ “ไข้หวัด2009”ไม่กระทบเศรษฐกิจไทย

สศช.ชี้ “ไข้หวัด2009”ไม่กระทบเศรษฐกิจไทย

21 พ.ค. 2552

สศช.ชี้ “ ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ” ไม่กระทบเศรษฐกิจไทย เหตุเกิดจากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ ด้าน “ สทน. ” เผย ทัวร์ไทยไปสหรัฐฯ และประเทศกลุ่มเสี่ยงถูกยกเลิกหมด รวมทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน เพราะกลัวการแพร่ระบาดและมาตรการกักตัวที่คุมเข้ม ขณะนักท่องเ

(21พ.ค.) ที่โรงแรมปทุมวันปริ้นเซส   มีการเสวนา “ ผลกระทบของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ต่อเศรษฐกิจ สัมคม และการท่องเที่ยวไทย “  ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ผลกระทบของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หากมีการประกาศเป็นการระบาดเป็นระดับ 6 ผลกระทบก็คงมีมากขึ้น แต่ปัจจุบันผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยน้อยมาก โดยผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในปัจจุบันอยู่ในขาลงอยู่แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ขอเรียนว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่น่าห่วง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องมีการเฝ้าระวังต่อไป ง

 น.ส.มัยรัตน์ พีระญาณ์โกเศส นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า ณ เวลานี้ทัวร์คนไทยไม่ไปสหรัฐและประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงแล้ว เพราะไม่อยากเสี่ยง นอกจากนี้ทัวร์คนไทยที่จะไปฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี ก็ถูกยกเลิกเช่นกัน ส่วนคนญี่ปุ่นเองก็ไม่กล้ามาเมืองไทย ชะลอการเดินทาง ส่วนตัวคิดว่าเหตุการณ์การเมืองหนักกว่าโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เสียอีก เพราะที่คนจีนไม่มาเมืองไทยก็เพราะเป็นห่วงเรื่องการเมืองไทย ขณะเดียวกันคนไทยเองในช่วงนี้ก็ไม่ไปจีนเช่นกัน เนื่องจากกลัวมาตรการการกักบริเวณหากมีไข้สูง อย่างไรก็ตามเมื่อมองภาพรวมขณะนี้ตลาดท่องเที่ยวทั้งระบบหายไปถึง 60 %   เหลือเพียงแค่ 40% เท่านั้น

 น.ส.มัยรัตน์ กล่าวว่า ส่วนที่หวังให้คนไทยเที่ยวไทยกันเองนั้น ขณะนี้คนไทยเองก็ไม่มีอารมณ์มองเรื่องท่องเที่ยว แต่ยังคงอยู่ในช่วงการติดตามข่าวสารสถานการณ์ต่างๆ และมองว่าทำอย่างไรจะผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจไปได้ รวมถึงการติดตามการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ทำให้ตอนนี้ แม้แต่การท่องเที่ยวในเมืองใกล้ๆ นี้อย่างพัทยาก็ประสบปัญหาอย่างหนัก ซึ่งผู้ว่าเทศมนตรีแทบจะนำห้องพักมาแจกเพื่อให้คนไปเที่ยว ซึ่งขณะนี้ทางสมาคมกำลังคิดว่าจะประคับประคองกันอย่างไร ซึ่งอาจจะจัดแพ็คเก็จขายห้องพักในราคาที่ถูกที่สุด เพื่อส่งเสริมให้ไทยเที่ยวไทย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาแม้ว่ารัฐบาลจะให้งบกระตุ้นการท่องเที่ยว 5,000 ล้านบาท แต่เงินจำนวนดังกล่าวสามารถช่วยได้แค่ธุรกิจในระดับเอสเอ็มอีเท่านั้น จึงไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภาพรวมได้ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาแม้ว่ารัฐบาลจะมีวาระแห่งชาติในการกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่มาตรการต่างๆ ยังเป็นแค่นามธรรม ไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมที่ช่วยเหลือ

 “ผลกระทบที่เกิดจากเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ แม้ว่าทางองค์การอนามัยโลกจะประกาศการแพร่ระบาดถึงระดับ 6 และถึงจะมีถึงระดับ 7 ระดับ 8 ก็จะเป็นแค่ผลกระทบในระยะสั้นๆ เท่านั้น แต่ปัญหาสถานการณ์การเมืองเป็นผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาแม้แต่ญี่ปุ่นจะเดินทางมาไทยก็มีการประกาศเตือนไม่ให้ใส่เสื้อสีแดงและสีเหลือง และเป็นสาเหตุเดียวที่คนจีนไม่มาไทย ดังนั้นปัญหาการเมืองจึงเป็นเชื้อโรคที่คนไทยเพาะกันเอง แต่เชื่อว่าหากคนไทยช่วยกันจะฝ่าวิกฤตต่างๆ ไปได้ถึงจะเป็นปัญหาร้ายแรงขนาดไหน เพราะอย่างช่วยระบาดของโรคซารส์ประเทศไทยก็ผ่านไปได้ด้วยดี ” นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ กล่าว และว่า สำหรับมาตรการรูปธรรมในการแก้ไขปัญหา เห็นว่า ขณะนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสำนักงานส่งเสริมจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปท.) ยังขาดผู้บริหาร จึงควรมีการดำเนินการในจุดนี้ก่อน  

 น.ส.มัยรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ยอมรับว่า กระทรวงสาธารณสุขมีความรวดเร็วในการดำเนินการแต่ยังขาดความเข้มงวดในมาตรการ ซึ่งอยากให้มีการแก้ไขปัญหาการจัดการ โดยเฉพาะการกรอกประวัติการเดินทาง ควรจะมีการเข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว เพราะเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา มีผู้โดยสารมาจากประเทศลาว แต่ไม่ได้รับการแจกเอกสารให้กรอกประวัติการเดินทาง แต่พอไปถึง ตม. เจ้าหน้าที่กลับให้ไปกรอกเอกสาร และเมื่อกรอกแล้วก็ถูกนำทิ้งลงในถังขยะ นอกจากนี้ในช่วงที่ตนเดินทางกลับจากไทเปพบว่า ในการเดินผ่านเครื่องเทอร์โมสแกนเนอร์ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ ต่างจากไทเปที่ค่อนข้างเข้มงวด และเจ้าหน้าที่มีการใส่หน้ากากป้องกันโรคด้วย ดังนั้นตนมองว่าการบริหารจัดการระหว่างสนามบินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการจัดการให้ดีกว่านี้ ประเทศไทยจึงควรทำให้ต่างชาติเห็นว่าเราเข้มงวดเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้ชาวต่างชาติจะรู้สึกว่าเดินทางมาประเทศไทยแล้วรู้สึกปลอดภัย เพราะตนที่เป็นคนไทยยังมองเช่นนี้ แล้วต่างชาติจะรู้สึกอย่างไร
  
       ด้านนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ การตื่นตระหนกของคนไทยไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก เพราะโรคไข้หวัดนกมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้นักการเมืองขณะนี้เลือกที่จะปกปิดข้อมูล และมีการเผยแพร่เมื่อมีการแพร่ระบาดไปทั่วแล้วทำให้คนตกใจ ต่างจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านการการเปิดเผยข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขก็ยังสร้างความสับสนให้กับสาธารณะอยู่ เพราะอยู่ๆ ได้มีการยืนยันผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 2 รายแรก ทั้งที่ไม่มีรายละเอียดที่มาที่ไป และแม้ว่ากระทรวงจะอ้างในเรื่องสิทธิผู้ป่วย แต่สื่อมวลชนเพียงแต่อยากทราบที่มาที่ไปของผู้ป่วยรายนี้เท่านั้น ว่าเข้ามาประเทศเมื่อไหร่ เดินทางมาจากที่ไหน ไม่ได้ต้องการทราบชื่อและที่อยู่ที่เป็นคนละเรื่องกัน กลายเป็นประเด็นทำให้เกิดความสงสัยว่ากระทรวงมีการปกปิดข้อมูลหรือไม่

 “การอ้างสิทธิผู้ป่วย ที่ต้องรักษาความลับผู้ป่วยไม่ให้ถูกละเมิด ตนมองว่าควรรักษาสิทธิในทุกกรณีไม่ใช่แต่เฉพาะที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาตนเห็นนักการเมืองหญิงบางคนที่เข้าช่วยเหลือเด็กหญิงที่ถูกข่มขืนในจังหวัดราชบุรีและถูกนำส่งโรงพยาบาล แต่กลับมีการถ่ายภาพการซักถามอาการระหว่างนักการเมืองหญิงคนดังกล่าวกับแพทย์โรงพยาบาล ที่มีเบื้องหลังเป็นเด็กหญิงที่ร้องโอดโอยและมีความทุกข์ทรมาน ขณะเดียวกันที่หัวเตียงก็มีชื่อโรงพยาบาลกับเบอร์โทรศัพท์ปรากฏอยู่ จึงอยากถามว่ากรณีนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้ป่วยด้วยหรือไม่ เพราะไม่มีหน่วยใดเข้าไปจัดการ อีกทั้งนักการเมืองยังใช้ผู้ป่วยและสื่อเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ตนเอง ” นายประสงค์ กล่าว

 นายประสงค์ กล่าวต่อว่า   นอกจากนี้การแถลงข่าวที่เป็นเรื่องวิชาการควรให้แพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้แถลงและให้ข้อมูลเพื่อป้องกันความสับสน ไม่ใช่ให้คนที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองมาแถลง อีกทั้งยังมีบางโฆษณาที่เกี่ยวกับวิชาการของบางหน่วยงานกลับมีนักการเมืองตัวแข็งทื่อมาให้ข้อมูลแทน ทั้งที่แพทย์เป็นผู้มีความน่าเชื่อถือมากกว่าโดยตัวเองอยู่แล้ว จึงควรมีการปรับเปลี่ยนจุดนี้ด้วย