
สธ.เร่งผลักดันพรบ.บุหรี่เพิ่มผู้ซื้อเป็น20ปี
สธ.เร่งผลักดันพรบ.บุหรี่ฉบับใหม่ เขยิบอายุผู้ซื้อขึ้นเป็น 20 ปี-เพิ่มโทษสูบในที่สาธารณะ-เอาผิดการขายบุหรี่แบบปลีก เร่ขาย ขายบนอินเตอร์เน็ต และการทำ CSR โทษหนัก
16 ส.ค.55 นายแพทย์ สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมช.สธ.) แถลงข่าวเรื่อง “ร่างกฎหมายใหม่เพื่อปกป้องเยาวชนไทยจากยาสูบ” และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินการควบคุมการบริโภคยาสูบ ระหว่างกรมควบคุมโรค และภาคีเครือข่าย ภายในการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 16-17 ส.ค. 2555 จัดโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ(ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ35 เครือข่ายภาครัฐและเอกชนว่า กรมควบคุมโรค(คร.) สธ.ได้ยกร่างพรบ.ว่าด้วยการควบคุมการบริโภคยาสูบฉบับใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นการรวบรวมพรบ. 2 ฉบับเดิมรวบเป็นฉบับเดียว ได้แก่ พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 และพรบ.คุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฏหมายที่ใช้มานาน 20 ปี ทำให้อาจไม่เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทยาสูบที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
นพ.สุรวิทย์ กล่าวต่อว่า ร่าง พรบ.ฉบับใหม่นี้มีทั้งหมด 9 หมวด 80 มาตรา เน้น 5 เรื่อง คือ 1. เพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้อบุหรี่จาก 18 ปี เป็น 20 ปี 2. ห้ามขายลักษณะต่างๆที่เยาวชนจะเข้าถึงได้ง่าย เช่น การขายในเครื่องอัตโนมัติ ขายทางอินเตอร์เน็ต การเร่ขาย ลดแลกแจกแถม 3. ห้ามแบ่งขาย 4. ห้ามขายในสถานที่ที่กำหนด เช่น สถานศึกษา ศาสนสถาน สถานบริการของรัฐ และ5 ห้ามแสดงชื่อ เครื่องหมาย และทำกิจกรรม CSR ที่สำคัญ มีการเพิ่มโทษ เช่น การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะจาก 2,000 บาท เป็น 5,000 บาท และหากมีการทำกิจกรรม CSR จะมีโทษสถานหนักจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและมีโทษรายวันปรับวันละไม่เกิน 50,000 บาทด้วย
"จากผลสำรวจการบริโภคยาสูบในผู้ใหญ่ปี 2554 พบว่า ประชากรไทยมีผู้สูบบุหรี่ชนิดมีควันประมาณ 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 24 ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะชายไทยยังคงสูบสูงมากถึงร้อยละ 46.6 และ มีอัตราการได้รับควันบุหรี่มือสองเพิ่มขึ้น ทั้งที่ทำงาน ที่บ้าน และสถานที่สาธารณต่างๆ ที่เป็นเขตปลอดบุหรี่ตามกฎหมาย เช่น ตลาดสด หรือตลาดนัด มีผู้ได้รับควันบุหรี่มือสองสูงสุดร้อยละ68.8 เมื่อเทียบกับผลสำรวจปี 2552 กับปี 2554 พบอีกว่า เยาวชนเริ่มสูบบุหรี่ที่อายุน้อยลง คือ จากเริ่มสูบประจำเมื่ออายุเฉลี่ย 18.5 ปีเป็น 17.4 ปี เยาวชนกลุ่มอายุ 15-17 ปียังคงเข้าถึงบุหรี่ได้ง่าย เห็นได้จากการซื้อบุหรี่แบบแบ่งมวนขายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 84.3 เป็นร้อยละ 88.3" นพ.สุรวิทย์ กล่าว
นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ โดยเสร็จสิ้นไปแล้ว 2 ภาค คือ ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในภาคเหนือในวันที่ 17 สิงหาคม 2555 ที่ จ.เชียงราย และภาคกลาง วันที่ 14 กันยายน 2555 ที่ จ.นนทบุรี พร้อมทั้งได้แจ้งเวียนหน่วยงานราชการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สอบถามความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ www.tobaccohearing.com เฟซบุ๊ค <http://apps.facebook.com/tobaccohearing> และอีเมล์ [email protected] ส่วนใหญ่ทุกฝ่ายเห็นด้วยโดยจะปรับปรุงแก้ไขร่าง พรบ.ฉบับนี้ให้สมบูรณ์แบบที่สุด และนำเสนอต่อคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบระดับชาติ หรือ คบยช.และครม.พิจารณาต่อไป คาดว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการ สามารถประกาศใช้ในปีหน้า
ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ กล่าวว่า การควบคุมการสูบบุหรี่ยังมีช่องโหว่ทางกฎหมาย ทำให้การควบคุมการบริโภคยังเกิดปัญหา ทำให้เครือข่ายวิชาชีพกว่า 20 วิชาชีพ ร่วมหารือกัน อยากเรียกร้องให้รัฐบาลผ่านร่างพรบ.ว่าด้วยการควบคุมการบริโภคยาสูบฉบับ ใหม่ เพื่อหยุดช่องโหว่ทางกฎหมาย และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ประชาชนยังเข้าถึงยาช่วยเลิกบุหรี่ได้ต่ำ ซึ่งควรจะมีการบรรจุยาช่วยเลิกบุหรี่ เข้าเป็นบัญชียาหลัก เพื่อให้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สามารถจัดสรรให้ประชาชนเข้าถึงยาช่วยเลิกบุหรี่ได้อย่างเท่าเทียมกัน
ด้านศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขามูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า กฎหมายอนุสัญญายาสูบโลก ตามมาตรา 5.3 ได้ระบุถึงประเด็นการห้ามไม่ให้หน่วยงานของภาครัฐ ทำกิจกรรมCSR ซึ่งตามมติครม.ในวันที่ 17 เม.ย. จะห้ามบริษัทบุหรี่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำกิจกรรม CSR ไป แล้วเช่นกัน แต่ยังพบข้อร้องเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงงานยาสูบ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานภาครัฐ แต่กลับพบว่ามีการทำการฝ่าฝืนมติครม. โดยทำ CSRใน โรงหนัง ทั้งนี้ ยังมีเรื่องของการใช้ชาวไร่ กดดันรัฐบาลเพื่อขัดขวางการขึ้นภาษียาเส้น โดยจำเป็นต้องมีการเอาผิดกับหน่วยงานที่ละเมิดกฎหมายต่อไป



