
เลี้ยง'ปลาบึกสยาม'สู่เชิงพาณิชย์
วช.ผนึก ม.แม่โจ้ วิจัย 'ปลาบึกสยาม' ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงสู่เชิงพาณิชย์ : โดย ... สกาวรัตน์ ศิริมา
ด้วยข้อจำกัดของปลาบึก ทำให้พัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ได้ยาก คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ จึงได้มีการวิจัยประเภทขยายผลสู่การปฏิบัติเกี่ยวกับการพัฒนาพันธุ์ปลาบึก และปลาหนังเนื้อขาว หลังพบว่าพ่อแม่พันธุ์ ปลาบึกและปลาหนังเนื้อขาวในธรรมชาติ นับวันจะมีปริมาณลดน้อยลง หากไม่เพาะเพิ่มผลิตสายพันธุ์ปลาขึ้นมาก็จะทำให้ปลาทั้ง 2 ชนิด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
"คม ชัด ลึก" มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ถึงแนวทางการต่อยอดงานวิจัยในครั้งนี้ เพื่อยกระดับเกษตรกรเข้าสู่อุตสาหกรรมส่งออกปลาอย่างยั่งยืน
ที่มาของโครงการนี้เป็นอย่างไร
วช.ให้การสนับสนุนทุนวิจัยประจำปี 2553 แก่ รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงปลาบึก ได้ศึกษาพัฒนาปลาลูกผสมที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน เพื่อพัฒนาการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาบึกและพันธุ์ปลาลูกผสม เพราะปลาบึกต้องใช้เวลาในการเลี้ยงนาน แต่หากนำมาผสมพันธุ์กับปลาที่ใช้เวลาเติบโต 5-6 เดือน และมีสายพันธุ์เนื้อขาวไม่มีกลิ่น น่าจะต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนได้ เพราะปลาบึกถือเป็นอาหารที่ได้รับการนิยมบริโภคสูง แต่ข้อจำกัดการเติบโตทำให้ไม่สามารถป้อนปลาบึกเข้าสู่ตลาดได้อย่างเพียงพอ วช.จึงเล็งเห็นว่าน่าจะสนับสนุนให้มีการต่อยอดจัดการระบบการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพไปยังพื้นที่ และโชคดีที่ได้ประสานงานร่วมกับสหกรณ์ประมงอำเภอพาน จ.เชียงราย, จรัลฟาร์ม และคณะกรรมการ เพื่อโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ หอการค้า 10 จังหวัดภาคเหนือ (คสศ.) ร่วมกันนำร่องนำกระจายสายพันธุ์ปลาลูกผสมในพื้นที่ อ.พาน จ.เชียงราย เพราะเชื่อว่าน่าจะผลักดันให้เป็นปลาเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถป้อนความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศได้
วิธีการส่งเสริมเข้าสู่เชิงพาณิชย์
หลายปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีการนำเข้าปลาเนื้อขาว หรือที่รู้จักกันในร้านอาหารว่า "ปลาดอร์ลี่" จากต่างประเทศมูลค่าสูงถึงปีละ 8,000 ล้านบาท และความต้องการบริโภคปลาประเภทนี้มีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นการที่ วช.สนับสนุนการวิจัยในครั้งนี้ คาดหวังว่าคุณสมบัติของพันธุ์ปลาลูกผสม "ปลาบึกสยาม" จะถูกพัฒนาให้มาทดแทนการนำเข้าได้ เพราะเท่าที่มีการติดตามการวิจัยอย่างต่อเนื่อง พบว่าเนื้อมีสีขาว รสชาติดี ไม่มีกลิ่น และเนื้อนุ่ม จึงเหมาะจะเป็นจุดขายที่จะช่วยลดการนำเข้าปลาจากต่างประเทศได้ และยังสามารถที่จะพัฒนาไปสู่การส่งออกได้อย่างเป็นระบบด้วย เท่ากับว่า เป็นการพัฒนาไปสู่เชิงพาณิชย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศพร้อมๆ กัน
แนวทางการพัฒนาสู่การเลี้ยงแบบยั่งยืน
เป้าหมายของ วช.ไม่ได้เน้นแค่การพัฒนาสายพันธุ์ปลา และการเลี้ยงปลาลูกผสมสายพันธุ์ใหม่เท่านั้น แต่ยังมองไกลไปถึงวิธีการจะทำอย่างไรที่จะใช้ประโยชน์จากปลาบึกสยามได้ทั้งตัว ไม่ใช่แค่การบริโภคสด แต่ยังแปรรูปไปสู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ในการสกัดคอลลาเจนในเครื่องสำอาง หรือแม้แต่การนำไขมันปลาไปผลิตเป็นอาหารเสริม ซึ่งเท่ากับว่าต่อไปในอนาคตคงไม่ใช่แค่การเลี้ยงในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่สามารถกระจายไปยังชุมชนต่างๆ ไปทั่วประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้าที่แต่ละปีเสียเงินจำนวนไม่น้อยและยังยกระดับการเลี้ยงปลาของเกษตรกรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ด้วย จึงถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่จะผลักดันให้ปลาบึกสยามกลายเป็นสินค้าใหม่ที่ทำตลาดในประเทศไทย และตีตลาดต่างประเทศได้ในอนาคต
--------------------
(วช.ผนึก ม.แม่โจ้ วิจัย 'ปลาบึกสยาม' ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงสู่เชิงพาณิชย์ : โดย ... สกาวรัตน์ ศิริมา)



