
จับตาสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
จับตาสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลางร้ายต่อวงการปศุสัตว์ในอนาคต : โดย...ดลมนัส กาเจ
จากสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงนับวันจะถีบตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ที่ผู้ใช้ ผู้ผลิต และผู้ส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รายใหญ่ที่สุดของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา เริ่มนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปผลิตทานอล เพื่อใช้ในวงการพลังงานทดแทนพลังน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะการขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารสัตว์จำพวกไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกรขุน และโค อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากย้อนไปเมื่อ 25 ปีก่อน สถาการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยนั้น ส่งออกเป็นอันดับสองรองจากข้าว โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2528/2529 มีการส่งออกสูงสุดถึง 3.8 ล้านตัน คิดเป็น 76.4% ของผลผลิตทั้งประเทศ แต่ในปีเพาะปลูก 2553/2554 ปริมาณความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขยายขึ้นถึงปีละ 4.07 ล้านตัน ขณะที่ผลผลิตภายในประเทศเฉลี่ย 4.16 ล้านตัน จากพื้นที่ปลูก 7.851 ล้านไร่ มีการนำเข้า 0.12 ล้านตัน และส่งออกเพียง 0.27 ล้านตัน
สำหรับฤดูการปีเพาะปลูก 2555/56 ข้อมูลจากสำนักเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า มีพื้นที่ที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งประเทศ 7.195 ล้านไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 60,610 ไร่ หรือ ร้อยละ 0.84 แต่ผลผลิตเพิ่มคือได้ 4.813 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 31,440 ตัน หรือร้อยละ 0.66 เนื่องจากผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จากการที่มีการพัฒนาสายพันธุ์นั่นเอง
ส่วนสาเหตุที่เนื้อที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง สศก.ระบุว่า เกษตรกรปรับเปลี่ยนไป ปลูกมันสำปะหลังและอ้อยโรงงาน ที่มีความเสี่ยงจากภัยแล้งน้อยกว่า และให้ผลตอบแทนดีกว่า ประกอบกับในภาคเหนือเกษตรกรที่เคยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แซมในสวนยางพารา ปัจจุบันต้นยางพาราเจริญเติบโตไม่สามารถปลูกแซมได้อีก ทำให้วงการผลิตอาหารสัตว์ของไทยมีการใช้ข้าวสาลีทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บางส่วนในสูตรอาหารสัตว์ด้วย
บนเวทีประชุมทางวิชาการว่าด้วย “สถานการณ์และแนวโน้มการผลิตข้าวโพดไทยกับความมั่นคงด้านอาหารสัตว์” ที่จัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ รศ.ดร.เอมอร อังสุรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ระบุว่า จากการวิจัยในโครงการ “ศักยภาพของเศรษฐกิจการผลิตข้าวโพดไทยภายใต้ความเป็นพลวัตของอนาคตอาหารสัตว์และพลังงาน” พบว่า มีแนวโน้มว่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เนื่องจากเกษตรกรเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปลูกพืชอาหารและพืชพลังงาน รวมพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น อาทิ ยางพารา และมันสำปะหลัง ที่เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า ประกอบกับโอกาสในการขยายพื้นที่ปลูกในแหล่งผลิตสำคัญของประเทศมีข้อจำกัด โดยเฉพาะพื้นที่ชลประทานและพื้นที่ต้นน้ำลำธารอันเนื่องมาจากพันธกรณีตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลกและการเข้าสู่การค้าเสรีของประเทศ ทำให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องมีกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในระดับสากลหลายระดับ กระทบโดยตรงต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศ
ด้าน รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวว่า ความเป็นพลวัตของตลาดข้าวโพดมีสูงมาก เนื่องจากมีความแปรปรวนด้านราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นเรื่องของต้นน้ำ เพราะอาหารสัตว์ส่วนใหญ่ใช้ข้าวโพดเป็นวัตถุดิบ ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เป็นกลางน้ำ ดังนั้นเราจะต้องเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ร่วมมือกัน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและเข้าสู่ประชาคมอาเซียนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันความร่วมมือดังกล่าวยังมีอยู่น้อย ทั้งนี้เราต้องมีการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านวัตถุดิบ บุคลากร การผลิต
ขณะที่ รศ.ดร.จันทร์จรัส เรี่ยวเดชะ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สกว. กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องมีนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ขณะที่กลไกการวิจัยจะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหน่วยงานที่ให้ทุนควรเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนพื่อแก้ปัญหานี้ เช่นเดียวกับนักวิจัยเองก็ต้องมองเห็นถึงประโยชน์ของประเทศ และให้ความสำคัญกับงานวิจัยเชิงวิชาการด้านเกษตร บนพื้นฐานที่ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมของเกษตรกรรายย่อยและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
หากประเมินจากข้อมูลและการสะท้อนมุมมองของผู้ทรงคุณวุฒิบนเวทีเสวนาแล้ว ยอมแสดงให้เห็นว่า สถานการณ์การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติและจะกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ในอนาคตอย่างแน่นอน
.........................
ทางออกใน 3 มิติ
สำหรับผลงานวิจัยในโครงการ “ศักยภาพของเศรษฐกิจการผลิตข้าวโพดไทยภายใต้ความเป็นพลวัตของอนาคตอาหารสัตว์และพลังงาน” ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการของรัฐในการสนับสนุนธุรกิจข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ใน 3 มิติ
1.มิติการคุ้มครองพันธุ์พืช ควรทบทวนเนื้อหาสาระทั้งหมดของ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการปรับปรุงข้อกำหนด เพื่อให้เกิดความชัดเจนและปฏิบัติได้จริงในการคุ้มครองประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และแยกการคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปกับพันธุ์พืชป่าออกจากการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่และพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ซึ่งอาจจัดเป็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนในการแบ่งปันผลประโยชน์ด้วย
2.มิติการผลิต ควรจัดตั้งชุดวิจัยและพัฒนาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็น “คณะกรรมการระดับชาติ” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ขณะที่หน่วยงานให้ทุนวิจัยควรจัดเป็นนโยบายเร่งด่วนในการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ใหม่ ตลอดจนนโยบายเร่งด่วนเพื่อเอื้ออำนวยต่อภาคเอกชนในการลงทุนผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การสนับสนุนการพัฒนาระบบชลประทานในแหล่งที่มีศักยภาพเพื่อเป็นพื้นที่ผลิตหลักเป็นต้น
3.มิติการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รัฐควรตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อกำหนดมาตรการและวิธีการสนับสนุนด้านการตลาดธุรกิจข้าวโพดที่ได้มาจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีกลไกในการควบคุมและมาตรการกำกับดูแลในระบบการซื้อขายในตลาดแต่ละประเภท การจัดระบบนำเข้าที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าในประเทศ เข้มงวดต่อการนำเข้าข้าวโพดอย่างผิดกฎหมายของประเทศเพื่อนบ้านด้วย
........................
( จับตาสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลางร้ายต่อวงการปศุสัตว์ในอนาคต : โดย...ดลมนัส กาเจ)



