ไลฟ์สไตล์

'ร.ต.ต.สมศักดิ์ บุญรัตน์' พ่อครูเด็กเร่ร่อนกทม.

'ร.ต.ต.สมศักดิ์ บุญรัตน์' พ่อครูเด็กเร่ร่อนกทม.

13 ส.ค. 2555

'ร.ต.ต.สมศักดิ์ บุญรัตน์' พ่อครูเด็กเร่ร่อนกทม. : โดย... ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ

             ไม่ว่าเวลาจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยทุกคนคงต้องยอมรับว่า "โรงเรียน" เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง "ครู" เปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองของบรรดานักเรียนทั้งหลาย ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ใต้ชายคาโรงเรียน ทว่ายังมีอีกหลายล้านคนไม่มีโอกาส ไม่มีสถานที่ศึกษา หรือแม้แต่กระทั่งครูผู้สอน แต่ใช่ว่าเป็นอุปสรรคต่อ ร.ต.ต.สมศักดิ์ บุญรัตน์ วัย 58 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุมชนสัมพันธ์  สังกัดสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือพ่อครู ที่เด็กๆ และคนในชุมชนพื้นที่กรุงเทพฯ กว่า 50 ชุมชนใช้เรียก

              พ่อครู เล่าว่า ชีวิตการเป็นครูข้างถนนเริ่มต้นจากเห็นเด็กเร่ร่อนนอนอยู่ข้างถนน รู้สึกสงสารจึงเดินเข้าไปถามถึงที่มาว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กส่วนใหญ่ให้คำตอบคล้ายๆ กันว่า พ่อแม่แยกทางกัน ต่างฝ่ายต่างมีครอบครัวใหม่ ไม่ดูแลเอาใจใส่ จึงเกิดคำถามกับตัวเองว่า ทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้กลับคืนสู่บ้าน จึงริเริ่มรวมกลุ่มเด็กๆ ที่เร่ร่อนตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ ให้มาเรียนหนังสือ การสอนของพ่อครูจะมีอุปกรณ์การสอนคือ โปรเจกเตอร์ ซีดีโครงการพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระเจ้าแผ่นดิน พระราชินี หนังสือ หรือแม้แต่ขนมก็เป็นสื่ออย่างหนึ่ง เพราะเด็กๆ ต้องคู่กับขนม (หัวเราะ)

             "หลังเลิกงานทุกวันจะขับรถเครื่องสะพายกระเป๋าอุปกรณ์ไว้ด้านหลังแวะสอนเด็กๆ สอนที่ข้างถนนตรงไหนก็ได้ เมื่อเวลาผ่านไปพักหนึ่งเด็กเริ่มกลับเข้าบ้าน พ่อแม่ก็เห็นการทำงานของเรา เห็นเด็กเรียกเราว่าพ่อครู พ่อแม่ก็เรียกตาม พ่อครูก็ยิ้มภูมิใจในสิ่งที่ทำ ถึงวันนี้เด็กๆ กลับเข้าบ้านเกือบหมดแล้ว หน้าที่ต่อไปคือสกัดกั้นไม่ให้เขาออกจากชุมชน แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเด็กเร่ร่อนจะหมดไปนะ เพราะยังมีมาเรื่อยๆ แต่ก็พยายามเก็บตกให้หมด" พ่อครู กล่าว

             ถึงวันนี้การทำงานจะเน้นเข้าไปสอนหนังสือในชุมชน โดยการเรียนการสอนจะไม่ได้สอนลักษณะเป็นระบบราชการ ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 แต่จะเน้นสอนทักษะการใช้ชีวิต การเข้าสังคม การแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ คุณธรรม จริยธรรม เช่น ให้บรรพชาเนื่องในวันสำคัญต่างๆ ฯลฯ

           “ทุกคนจะมองเด็กกลุ่มนี้ว่าไม่น่าไว้วางใจ ไม่ให้โอกาสเด็ก แต่ไม่เคยรู้เลยว่าปัญหาของเด็กเร่ร่อนเกิดมาเพราะอะไร ไม่มองย้อนกลับไปดูที่ต้นเหตุว่ามาจากปัญหาครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม จริงแล้วเด็กทุกคนมีพื้นฐานจิตใจที่ดี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กมาจากการกระทำและสั่งสมของผู้ใหญ่” พ่อครู กล่าว

            เมื่อถามถึงค่าใช้จ่าย พ่อครู เล่าว่า "เรามีน้อยกินน้อย มีน้อยใช้น้อย ถ้าจะรอให้รวยแล้วค่อยยื่นมือเข้ามาช่วยชาตินี้คงไม่รวย เราก็ช่วยตามที่เรามี เช่น ผัดมาม่าทีละเยอะๆ ยำปลากระป๋อง ก๋วยเตี๋ยวซื้อมาหลายๆ ถุงก็เทกินรวมกัน(น้ำตาคลอ)"

            พ่อครู บอกว่า ชีวิตการทำงานรับราชการเหลือเวลาเพียง 14 เดือน แต่หน้าที่ความเป็นครูยังจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ จนกว่าร่างกายจะไปไม่ไหว แต่ก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะช่วงชีวิตที่เป็นครูข้างถนนมา 13-14 ปี พ่อครูได้ถ่ายทอดวิชาให้ลูกชายและลูกสาวที่กำลังจะจบปริญาโทผ่านการกระทำไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงว่าเขาจะสานต่อหรือไม่ แต่ปัจจุบันลูกๆ และภรรยาก็จะติดตามพ่อครูเข้าไปสอนและช่วยทำกิจกรรมในชุมชนด้วย

          ชีวิตความเป็น "ครู" ใช่ใช้เพียงสมองอย่างเดียว ต้องใช้หัวใจด้วย อาจจะใช้ได้ดีที่สุดสำหรับ ร.ต.ต.สมศักดิ์ บุญรัตน์ แม้จะไม่ได้มีความรู้มากพอ หรือระเบียบแบบแผนการสอนที่เป็นระบบราชการ ทว่าสามารถสร้างบ้านหลังที่สองข้างถนน หรือใต้ทางด่วนต่างระดับ และมอบความรู้ ท้ายที่สุดสามารถหยุดวงจรเด็กเร่ร่อนกว่า 50 ชุมชนในกรุงเทพฯ ให้กลับมายืนอย่างสง่าในสังคม ผลงานประจักษ์ต่อสายตา ได้รับรางวัลเกียรติบัตรครูสอนดี จากกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2555 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา  นั่นเอง

........................................
('ร.ต.ต.สมศักดิ์ บุญรัตน์' พ่อครูเด็กเร่ร่อนกทม. : โดย... ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ )