
เมืองอวิชชา
มีโยมที่เคารพนับถือกัน ได้ถวายคำแนะนำว่า...ขออย่าให้แสดงทัศนะใดๆ เกี่ยวกับการชุมนุมประท้วง เพราะเป็นของการเมือง จะทำให้คนที่มีเวลาน้อย ไม่เข้าใจ และจะทำให้ไม่ดำรงอยู่ในความยุติธรรม จะพลอยเสียศรัทธาไปเสียเปล่าๆ
ซึ่งก็รับฟังด้วยดี และอนุโมทนาในความปรารถนาดีที่เป็นห่วง
เรื่อง ความยุติธรรม นั้น จะต้องเกิดจากกระบวนทัศน์หลายประการ คือ อตีตังสญาณ มีญาณระลึกถึงอดีตทั้งของตนและคนอื่น
ในที่นี้ คือ มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ ทั้งภายในประเทศ และประวัติศาสตร์โลก
ปัจจุบันนังสญาณ มีญาณรู้ปัจจุบัน คือ ได้ติดตามสถานการณ์ปัจจุบันอย่างละเอียด ลึกซึ้ง ถูกต้อง
ท่านผู้อ่านลองอ่านคำที่ขีดเส้นใต้ไว้หลายๆ ครั้ง ก็จะเห็นความจริงของสังคม นักบริหาร และประชาชนบ้านเมืองไทยของเรา ตรงนี้เกิดเป็นข้อคิดว่า
"...เป็นผู้ใหญ่ ให้ระวังหู
เป็นผู้น้อยให้ระวังหัว
เป็นผู้ใหญ่ระวังผู้น้อยเป่าหู
เป็นผู้น้อยระวังผู้ใหญ่ปั่นหัว"
สงครามสายเลือดระหว่างพี่เกิดขึ้นตรงนี้นั่นเอง มิได้แตกต่างไปจากเหตุกรณ์ในบ้านเมืองของเราเลย...
"...คนไทยเรานั้น
อ่านหนังสือน้อยมาก
อยากมีบทบาท
อยากแสดงความสามารถ
อยากให้ผู้มีอำนาจโปรดปราน..."
ที่เป่าหูก็เป่ากันไป... ที่ปั่นหัวก็ปั่นกันไป งงๆ กันทั้งบ้านทั้งเมือง เหมือนจิ้งหรีดที่ถูกเขาปั่นหัว แล้วก็กัดกันอย่างหน้ามืดตามัว เมืองเราจึงมืดไปด้วยทิฐิที่เกิดจากอวิชชา เมื่อผู้บริหาร หรือ ผู้มีบทบาทในทางสังคม ได้แสดงความคิด หรือแผนการ แผนงานนั้นก็เป็นทฤษฎีอวิชชา แล้วก็เผยแพร่อวิชชาศาสตร์เป็นโรคอุบาทว์ในบ้านเมือง
หันมาดู พระเจ้าอริฏฐชนก อย่างพิเคราะห์ ใคร่ครวญ ก็จะพบความบกพร่อง คือ
"...อ่อนวัย ไร้ประสบการณ์ บริวารเป็นพิษ จิตใจหวาดระแวง ตะแบงเพราะคิดว่ามีอำนาจ ปราศจากความเที่ยงธรรม..."
การได้อ่านพระราชนิพนธ์อย่างมีโยนิโสมนสิการ คือ การใคร่ครวญแล้ว ทำความฉลาดล่วงหน้า ในการบริหาร จะทำให้เกิดปัญญา กำจัดปัญหาทั้งสิ้นทั้งปวง
ขอให้ท่านผู้มีอำนาจ กลับไปอ่านใหม่ และขอให้รู้ว่า... คำข้าวค่อยๆ ขบเคี้ยวจะได้โอชรส คำพูดค่อยๆ ขบคิดจะได้อรรถรส และธรรมรส
"พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ)"



