ไลฟ์สไตล์

'ทฤษฎีการปฏิเสธ'ทางออกการเมืองไทย

'ทฤษฎีการปฏิเสธ'ทางออกการเมืองไทย

08 ส.ค. 2555

'วิมล ไทรนิ่มนวล' นักเขียนซีไรต์ เสนอ 'ทฤษฎีการปฏิเสธ' เป็นทางออกของการเมืองไทย ผ่านคอลัมน์ 'การศึกษาดุลยภาพ' วารสารวิทยาจารย์

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 'วิมล ไทรนิ่มนวล' นักเขียนซีไรต์ ได้เขียนบทความ 'ทฤษฎีการปฏิเสธ' นำเสนอทางออกของการเมืองไทย ผ่านคอลัมน์ 'การศึกษาดุลยภาพ'  ใน 'วารสารวิทยาจารย์' ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2555 ซึ่งเป็นวารสารรายเดือน เพื่อการพัฒนาวิชาชีพครู โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

          "การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองทุกครั้งนั้น ประชาชนสูญเสียมากที่สุด แต่กลับได้ประโยชน์น้อยที่สุดเสมอมา ผู้ได้ประโยชน์สูงสุดกลับเป็นบรรดาแม่ทัพนายกอง...หรือบรรดาแกนนำ โดยเฉพาะเจ้าของแกนนำ กับผู้ที่คอยฉกฉวยประโยชน์จากการต่อสู้นั้น...มันเป็นอย่างนี้มาทุกยุคทุกสมัย แม้กระทั่งการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงอย่างปี 2475, 2516, 2519, 2535 ก็ยังมีจอมฉกฉวยทุกครั้ง

          การต่อสู้ “เพื่อประชาธิปไตย” ในปี 2549 – 2555 นี้ เป็นเรื่องของ “กลุ่มผลประโยชน์” อย่างชัดเจน รวมทั้งพวกที่เกาะเกี่ยวและแอบแฝงมาด้วย แต่กระนั้นประชาชนแต่ละฝ่ายก็คิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตามคำโฆษณาชวนเชื่อของแกนนำแต่ละฝ่าย

          ฝ่ายเสื้อแดงเวลาเพลี่ยงพล้ำจนมุมก็จะโหมประโคมข่าวรัฐประหาร ครั้งหลังสุดเมื่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยถูก “เบรก” โดยศาลรัฐธรรมนูญ พวกแกนนำก็เอะอะครึกโครมเรื่องรัฐประหารอีกครั้ง “หมอเหวง โตจิราการ”  ถึงกับประกาศขอคำมั่นสัญญาจากมวลชนของตนให้ยอมตายเป็นร้อย...เป็นพัน...เป็นหมื่น...เป็นแสน...เพื่อชิงตัวนายกรัฐมนตรี ถ้าถูกจับตัวไป กับเข้าไปจับกุมผู้ทำรัฐประหาร...(พวกเขาบอกว่าจะมีการทำรัฐประหารและจับตัวนายกรัฐมนตรีไป)

          ชาวเสื้อแดงก็ปรบมือส่งเสียงขานรับ!!!

          ผมอดไม่ได้ที่จะพูดใส่ทีวีว่า “ก็ทำไมมึงไม่ไปเองวะ ใช้ชาวบ้านไปตายอยู่เรื่อย!”

          ฝ่ายเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี พรรคประชาธิปัตย์ ก็ประกาศสู้กับ “เผด็จการรัฐสภา” และ “คนชั่วโกงบ้านโกงเมืองอย่างถึงที่สุด” และขอให้มวลชนของตนออกมาชุมนุมกันมากๆ...

          ทีวีช่อง “บลูสกาย” โดย อัญชลี ไพรีรักษ์ ก็ยกเอาวาทะของ เติ้ง เสี่ยว ผิง มาประกาศว่า “แมวสีอะไรก็ได้  ขอให้จับหนูเป็น”

          แต่ใช้ในหมายความว่า ฝ่ายตนจะใช้วิธีอะไรก็ได้ ขอให้ชนะ!!!

          ผมก็ได้แต่เถียงอยู่หน้าทีวีนั่นแหละว่า “ถ้าวิธีมันชั่ว แล้วมันจะนำไปสู่ผลที่ดีได้อย่างไร”
มันก็เข้ากับวาทะเรื่อง “ผลไม้พิษ” ที่พวกเขายกมาทำลายล้างกันนั่นแหละ คือต้นไม้เป็นพิษ ลูกก็ย่อมเป็นพิษ

          หรือ...เมื่อคุณปลูกต้นไม้ชนิดหนึ่ง แต่จะให้ผลออกมาเป็นอีกชนิดหนึ่งนั้นเป็นไปไม่ได้...ดังนั้นวิธีการกับเป้าหมายต้องเป็นสิ่งเดียวกัน....ถ้าไม่ใช่ก็เป็นเรื่องฉ้อฉลชั่วร้าย และประเด็นที่ฝ่ายนี้ชูขึ้นเป็นยุทธศาสตร์ก็ไม่ชอบธรรม

          คือ...เมื่อเป็นเช่นนี้ จะประโคมโหมแห่ไปทำไม ว่าทำเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ถ้าใช้วิธีอะไรก็ได้ ชาติก็หายนะ ศาสนาก็จะมีอยู่แต่ในตำรา ส่วนพระมหากษัตริย์ก็ถูกหมิ่นพระเกียรติ...ผมว่านี่ก็เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเช่นกัน!!

          เช่นเดียวกับการทำปฏิวัติ-รัฐประหารทุกครั้ง เพราะเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจผ่านฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ และการล้มล้างรัฐธรรมนูญนั้นก็คือการล้มล้างพระปรมาภิไธย

          แต่ประเทศนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักการหรือกฎหมายใดๆ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีอำนาจเหนือ...
ทีนี้...เมื่อการต่อสู้ครั้งนี้สิ้นสุดลง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ ประชาชนทั่วไปจะได้รับประโยชน์อะไร? ผมไม่มีปัญญาจะหาคำตอบให้ตัวเองได้ และจินตนาการไม่ออก แต่ที่ผ่านมาหลายครั้งก็มีแต่ความสูญเสีย...หลายๆ อย่าง

          แต่ครั้งนี้ต่างไป คือ มีคนบาดเจ็บล้มตายได้เงิน

          ผมรู้แค่ว่าฝ่ายชนะจะเป็น “เจ้า” ฝ่ายแพ้จะเป็น “โจร” โดยไม่มีความถูกต้องชอบธรรมใดๆ เป็นเกณฑ์ตัดสิน ดังที่ปรากฏในประวัติศาสตร์การช่วงชิงอำนาจครั้งแล้วครั้งเล่า

          ทุกวันนี้ผู้คนในประเทศไทยแตกแยกแบ่งฝักฝ่ายมากที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมา มวลชนของทุกฝ่ายก็ถูกปลุกระดมให้เกลียดชังคั่งแค้นฝ่ายตรงข้ามอยู่ทุกเวลานาที เพราะต่างฝ่ายต่างก็มี “สื่อ” ของตนเป็นเครื่องมือกระจายสิ่งที่เรียกให้เต็มรูปก็คือโลภะ โทสะ โมหะ...

          สิ่งนี้มันเป็นโรคระบาด และระบาดง่ายรุนแรงยิ่งกว่าโรคที่มีตัวเชื้ออีก

          ดังนั้นผมจึงหวาดหวั่นใจว่าไม่ช้าไม่นานนี้ ทั้งสองฝ่ายก็จะเข้าเข่นฆ่าทำลายล้างกันอีก

          บางที “ทฤษฎีการถอยออก” หรือ “ทฤษฎีการปฏิเสธ” อาจจะทำให้การต่อสู้สิ้นสุดลงโดยไม่มีฝ่ายใดสูญเสียก็ได้...

          หลักการ ก็คือ การไม่ยอมร่วมมือกับพวกแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ทุกกลุ่ม...กระทั่งพวกทำรัฐประหาร และพวกเผด็จการรัฐสภา

          เป็นไปได้ไหม?

          “ทฤษฎีการถอยออก” และ “ทฤษฎีการปฏิเสธ” ไม่ใช่การไม่ร่วมรับผิดชอบต่อชะตากรรมของประเทศชาติ แต่กลับเป็นการรับผิดชอบอย่างยิ่ง...นั่นคือ รับผิดชอบทั้งต่อฝ่ายตนเอง และรับผิดชอบต่อฝ่ายตรงข้าม เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียแก่ทุกฝ่าย...แม้กระทั่งฝ่ายที่ไม่ได้เข้าร่วมเป็นมวลชนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง...หรือคนทั่วไปที่หาเช้ากินค่ำด้วย

          สำหรับผมมันเป็นการรับผิดชอบต่อ “ความเป็นมนุษย์” ของเราทุกคน

          แต่สภาพการณ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรายังคงใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ทั้งก่นประณาม ใส่ร้ายป้ายสี  เลือกประเด็นเฉพาะที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนและเป็นโทษต่อฝ่ายตรงข้ามมาโจมตี จนกระทั่งถึงกับใช้กำลังร่างกายและกำลังอาวุธเข้าประหัตประหารกัน

          ทั้งหมดเป็นความรุนแรงทั้งสิ้น

          ความรุนแรงนั้นไม่มีวันจะระงับด้วยความรุนแรง มันมีแต่เพิ่มความรุนแรงในใจตัวเองและยั่วยุผู้อื่นให้รุนแรงมากขึ้น มันทำให้ทุกคนทุกฝ่ายมีแต่ความเกลียดชัง อาฆาตแค้น  และหมายมั่นจะเอาคืน
ผมเศร้าใจที่เห็นแกนนำทั้งสองฝ่ายต่างปลุกระดมมวลชนของตัวเองให้ออกมาเผชิญหน้ากับฝ่ายปฏิปักษ์อย่างเอาเป็นเอาตาย  ยุให้มวลชนของฝ่ายตนยอมถูกฆ่าตายเพื่อจะช่วยหรือปกป้องแค่คนบางคน...ส่วนอีกฝ่ายก็โจมตีจริงบ้างเท็จบ้าง และอเนจอนาถใจขึ้นไปอีกเมื่อมวลชนแต่ละฝ่ายก็โห่ร้องขานรับ...ซึ่งมันได้ย้ำความหมายของคำว่า “ม็อบ” ที่แปลว่า “ฝูงชนที่บ้าคลั่ง” 

          แต่พวกเขาก็ป่าวร้องว่า...ต่อสู้แบบสันติ อหิงสา!!

          ผมฉงนฉงายทุกครั้งที่เห็นมวลชนถูกแกนนำสั่งให้เคลื่อนไปทางโน้น ไปทางนี้ ทำนี่ ทำนั่น ราวกับเป็นฝูงปศุสัตว์...ผมเข้าใจว่าเป็นยุทธวิธี และไม่เคยโทษมวลชน เพราะเขารักความเป็นธรรมตามที่ตัวเองเชื่อและอยากให้บรรลุเป้าหมาย... แต่โทษแกนนำที่ทำราวกับชีวิตของผู้อื่นไร้ค่า...

          มันไม่เคยมียุทธวิธีที่มีความเป็นมนุษย์

          มีแต่ยุทธวิธีที่ทำให้คนกลายเป็นสัตว์บ้าเลือด

          และผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่า เราทนอยู่ในสังคมสภาพนี้ได้อย่างไร?

          ผมไม่เข้าใจว่า...แม้ล่วงมาถึงยุคเทคโนโลยีนี้แล้ว ทำไมพวกเขาก็ยังคงใช้การต่อสู้แบบคนเถื่อนในยุคดึกดำบรรพ์อยู่ได้ 

          หลังจากเห็นมวลชนบาดเจ็บ ล้มตาย สูญหาย พิกลพิการ ทั้งร่างกายและจิตใจมาหลายครั้ง  ผมจึงไม่เห็นด้วยที่ใครจะไปมีชะตากรรมดังกล่าวอีก เพราะมันไม่ได้ประโยชน์อะไร...

          เพราะถ้ามันได้ประโยชน์ การต่อสู้ต้องยุติลงตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว และเราทุกคนก็ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันมานานแล้ว

          ดังนั้น...ย้ำอีกครั้ง...ผมจึงเสนอทฤษฎีถอยออก และ ทฤษฎีการปฏิเสธ คือไม่เข้าร่วมประท้วง ไม่ต่อต้าน และยินยอมให้พวกแกนนำใช้เป็นเครื่องมืออีก ไม่ว่าเราจะ เห็นด้วย มากแค่ไหนก็ตาม

          (ป่วยการที่จะพูดถึงเรื่องความถูกต้องของแต่ละฝ่าย)

          หากเราต้องการจะเข้าร่วมก็ต้องเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ชุมนุม” เพื่อแสดงตนให้ฝ่ายตรงข้ามและสาธารณชนประจักษ์ชัด ว่าเราไม่เห็นด้วย หรือคัดค้านเรื่องไหน ประเด็นใด เราก็แค่นั่งอย่างสงบ จะสวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำวิปัสสนา พูดคุย เต้นรำ ร้องเพลง หรืออยากจะทำอะไรให้สนุกสนานก็ทำได้ แต่วัตถุประสงค์ก็คือ “แสดงมติของฝ่ายตน” แกนนำอยากเรียกร้องให้มวลชนออกมาสบทบมากๆ ก็ไม่เป็นไร แต่เราแค่ออกมาเพื่อแสดงตัวตน ยืนยันตัวตนและความคิดเห็นของตนร่วมกันเท่านั้น
ทำอย่างนี้ หากใครเข้ามาทำรุนแรง  สังคมก็ประณามให้เอง และเขาจะหมดความชอบธรรมทันที
พวกแกนนำมีความคิดเห็นอะไร อย่างไร ก็ชี้แจง แถลงไข อธิบายต่อเรา ต่อสาธารณชน และฝ่ายตรงข้ามอย่างมีวุฒิภาวะ เราเองก็เช่นกัน

          ทั้งหมดคือการแสดงประชามติ...ในระบอบประชาธิปไตย และในสังคมอารยะ บรรดานักการเมืองจะสำเหนียกและเคารพประชามติของทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้าม ไม่เช่นนั้นมันจะส่งผลไปถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป รวมทั้งการปฏิเสธจากสังคมโดยวิธีต่างๆ...

          แต่ถ้าไม่ เราก็ต้องปฏิเสธพวกคนเหล่านี้ต่อไปอีก

          ทุกฝ่ายสามารถชุมนุมเพื่อยืนยันประชามติของฝ่ายตนได้จนกว่าประเด็นนั้นๆ จะได้รับการตอบสนอง หรือหากพ่ายแพ้เพราะสังคมไม่เอาด้วยก็ต้องยอมรับเสียงข้างมาก (แม้ว่าบางทีมันก็เป็นทรราช) จากนั้นเมื่อมีประเด็นใหม่จึงเริ่ม “ปฏิเสธ” อีก

          ต่อไปนี้ ผมขออนุญาตกล่าวถึงทฤษฎีดังกล่าวอย่างเป็นวิชาการหน่อยครับ...แค่ประเด็นหลักเท่านั้น

          ที่จริงทฤษฎี “ทฤษฎีการถอยออก” และ “ทฤษฎีการปฏิเสธ” นี้เป็นเรื่องเดียวกัน ผมเพียงแต่แยกออกมาเพื่อให้มันสนับสนุนกัน ต่อไปนี้จะเรียกว่า “ทฤษฎีการปฏิเสธ” อย่างเดียว

          นิยามของทฤษฎี หมายถึงการปฏิเสธการชักนำ การชักจูง การครอบงำ การครอบครอง การชี้นำ (จิตสำนึกและกลยุทธ์) การสั่งการของพวกแกนนำของฝ่ายตนที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล และไร้คุณธรรม

 

หลักการของทฤษฎีการปฏิเสธ

1. ปฏิเสธความไม่รู้

          1.1 ไม่รู้ตามสภาพการณ์ที่เป็นจริง ไม่รู้กาล ไม่รู้สถานที่ ไม่รู้บุคคล ฯลฯ

          1.2 ไม่รู้เท่าทันตัวเอง คือ  ขาดสติ ขาดปัญญาในการพิจารณาไตร่ตรอง จนกระทั่งถึงในระดับปฏิจจสมุปบาท

          การปฏิเสธทั้ง 2 ข้อนี้ก็คือการทำให้ตัวเอง “รู้”

 

2. ระยะการปฏิเสธ

          2.1 ระยะใกล้ – เข้าร่วมชุมนุม พิจารณาเรื่องราวที่แกนนำเสนอ สันติวิธี สติวิธี ปัญญาวิธี
2.2 ระยะไกล – รับรู้ ติดตามสถานการณ์โดยไม่เข้าร่วมชุมนุม รวมทั้งติดตามเรื่องราวของฝ่ายอื่นๆ ประกอบด้วย

 

3. ปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ

 

          รวมทั้งถ้อยคำปลุกเร้าที่จะเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรงตามมา ทั้งจากฝ่ายตนและฝายตรงข้าม แต่ต้องการข้อมูล เหตุผล คำอธิบายที่ชัดเจน เป็นเหตุเป็นผลอย่างมีวุฒิภาวะ หรือมีพรหมวิหาร 4

          ผมเสนอไว้สำหรับวันหนึ่ง  เมื่อความรุนแรงมันได้ทำลายล้างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจนยับเยินแล้วค่อยหันกลับมาหาวิธีนี้....ซึ่งก็ไม่ใช่วิธีใหม่ นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมระดับโลกเคยใช้กันมาแล้ว ผมนำเอาสาระทั่วไปมาประยุกต์เท่านั้นเอง

          แต่รากฐานที่เป็นแก่นของทฤษฎีนี้ คือ ปฏิจจสมุปบาท สายนิโรธทวาร คือ การปฏิเสธ หรือ การถอยออกจาก “อวิชชา” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิจจสมุปบาท สายสมุทยวาร...ทฤษฎีนี้สามารถทำเป็นวิทยานิพนธ์ได้เล่มโตๆ ครับ

          คำสำคัญอีกคำหนึ่งก็คือ “นิพพิทา”  แปลว่า ความหน่าย  หรือ ความจางคลาย...เป็นความหน่าย – ความจางคลายในกองทุกข์ทั้งปวง...ในสังขาร (การปรุงแต่ง การคิด การเชื่อ) ที่เกิดขึ้นจากปัญญาพิจารณาเห็นความจริง

          หากเรายังใช้วิธีการปลุกระดม ก่นประณาม ใช้แต่ความรุนแรงอยู่วันแล้ววันเล่า สังคมของเราก็จะเร่าร้อนด้วยความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตของแต่ละคนก็จะไม่มีเวลาสงบ มันจะมีแต่ความขุ่นเคือง โกรธแค้น ชิงชัง กล่าวโทษผู้อื่น และหลงคิดว่าฝ่ายตนเป็นถูกกระทำ...ทั้งที่เป็นฝ่ายตนถูกต้อง
ตัวอย่างที่สะใจล่าสุด คือ รัฐบาลอนุมัติเงินซื้อรถกันกระสุน! ให้บรรดาผู้นำสูงสุด ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านใช้ เพราะกลัวตาย...ทั้งที่ก่อนหน้าการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ไม่เคยมี

          ถามว่าทำไม...ก็เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็ปลุกระดมมวลชนของฝ่ายตนให้โกรธแค้น ชิงชังฝ่ายตรงข้าม และพร้อมจะใช้ความรุนแรงอยู่ทุกขณะ และนี่คือวิบาก หรือผลของการปลุกระดม...ซึ่งเห็นกันจะจะในชาตินี้  ไม่ต้องติดหนี้ไปชำระกันในชาติอื่น

          นับวันความขัดแย้งของผู้คนในสังคมโลก หรือของมนุษย์ทั้งโลกจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ เมื่อเราหลบหนีความขัดแย้งรุนแรงไม่ได้ เราก็ต้องให้ได้ประโยชน์จากมัน อย่ายอมให้มันปั่นหัวเราจนชีวิตทั้งชีวิตมีแต่ขยะปฏิกูลของความชั่วร้าย และทำให้เราเป็นทุกข์โดยไม่จำเป็น

          ร่วมชุมนุมได้ แต่อย่าโง่ จนตกเป็นเครื่องมือหรือเหยื่อให้กับคนอื่น...รวมทั้งตัวเองด้วย

..............

(หมายเหตุ : 'วิมล ไทรนิ่มนวล' นักเขียนซีไรต์ เสนอ 'ทฤษฎีการปฏิเสธ' เป็นทางออกของการเมืองไทย ผ่านคอลัมน์ 'การศึกษาดุลยภาพ' วารสารวิทยาจารย์)