
35ปีหนังตะลุงสืบสานสู่คนรุ่นหลัง
คอลัมน์ มองมุมใหม่ : 35 ปี โลดแล่นหนังตะลุง สืบสานคุณค่าสู่คนรุ่นหลัง
กว่า 35 ปีแล้ว ที่ ครูกิจ คชรัตน์ ครูภูมิปัญญาไทยด้านศิลปกรรม ปี 2554 ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เชิดแผ่นหนังขึ้นโลดแล่นบนจอหนังตะลุง จากเด็กน้อยวิ่งเล่นอยู่กลางทุ่งนาบ้านโป๊ะหมอ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วันหนึ่ง ด.ช.กิจ ได้ชมหนังตะลุงที่มาเปิดการแสดงใกล้บ้าน ชีวิตก็พลิกผัน เปลี่ยนลูกชาวนาให้เป็นเจ้าของวงหนังตะลุงและคนแกะหนังมือฉมัง ทุกวันนี้ ครูกิจ ยึดอาชีพเชิดหนังตะลุง และทำหน้าที่ส่งต่อมรดกอันทรงคุณค่าของคนรุ่นเก่าไปสู่คนรุ่นใหม่ด้วย
ครูกิจ เริ่มเข้าสู่วงการหนังตะลุงด้วยการเป็นคนแกะรูป ในวัยเด็ก ครูกิจอยากได้หนังตะลุงมาหัดเชิดเล่น แต่ไม่มีเงินพอ จึงหาถุงปูนซีเมนต์มาตัดเป็นตัวหนังเชิดเล่นตามประสาเด็ก หลังจากนั้น ด.ช.กิจ ยังคงหาเวลาว่างประดิษฐ์และพัฒนาตัวหนังด้วยตนเอง ต่อมาจึงได้มีโอกาสเป็นลูกมือของครูหนังตะลุงชื่อดัง นครินทร์ ชาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง ปี 2550 ฝีมือการแกะรูปหนังและการเชิดหนังตะลุงจึงรุดหน้าจนทุกวันนี้ วงหนังตะลุงของ จ.สงขลา ส่วนใหญ่ใช้ตัวหนังของครูกิจ รวมถึงวงหนังตะลุงศิลปินแห่งชาติ 2 ท่าน คือ หนังกั้น ทองหล่อ และหนังฉิ้น ธรรมโฆษณ์ นอกจากนี้ ประเทศมาเลเซียยังต้องเชิญครูกิจไปเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้การแกะรูปหนังตะลุงด้วย
ครูกิจ เปิดบ้านเป็นศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่นสำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับศิลปะการแสดงหนังตะลุง พร้อมเปิดสอนการแกะสลักรูปหนังตะลุงทุกวันพุธถึงวันเสาร์ เพื่อถ่ายทอดฝีมือแกะรูปที่ขึ้นชื่อให้กับคนรุ่นหลังที่สนใจ เมื่อใดที่ว่างจากการรับงานแสดง ครูกิจจะฝึกปรือฝีมือการแกะสลักหนังให้แก่คนรุ่นหลังที่มีใจรัก โดยหวังให้พวกเขาช่วยเก็บรักษาและถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวต่อไป เหมือนกับที่ครูกิจได้ทำหน้าที่นี้มาแล้วกว่าค่อนชีวิต “ช่างเก่า ๆ ที่มีฝีมือแกะหนังเก่งๆ ก็ทยอยล่วงลับไป เพราะฉะนั้น เมื่อมีโอกาส เราต้องถ่ายทอดวิชาให้คนรุ่นหลัง อย่างที่เขาพูดกันว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก ปลูกผักให้รีบเก็บ เจ็บให้รีบรักษา มีวิชาให้รีบถ่ายทอด”
นอกจากนี้ครูยังมีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นเกี่ยวกับการแกะหนัง เชิดหนังตะลุง พร้อมรับหน้าที่เป็นครูพิเศษให้แก่โรงเรียนต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนวัดโคกม่วง โรงเรียนวัดท่าเมรุ และโรงเรียนบ้านโป๊ะหมอ และเป็นวิทยากรประจำศูนย์ฝึกหัดแกะสลักหนังตะลุงบ้านหนังเจือ เพชรสุข และศูนย์ฝึกหัดแกะสลักหนังตะลุงนายเหวียน อินพรม ใน จ.สงขลา
ครูกิจ กล่าวว่า “ไม่เคยคิดเลิกอาชีพนี้และไม่เคยคิดเลิกถ่ายทอดวิชาให้คนรุ่นหลัง แต่การส่งต่อหนังตะลุงให้คนรุ่นหลัง ก็เหมือนกับเราทำเหมืองแร่ ตักโคลนขึ้นมากองใหญ่ ฉีดน้ำเข้าไป เหลือแร่ออกมานิดเดียว ครูสอนแกะรูปหนังไปหลายรุ่น แต่บางคนก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพราะเป็นงานละเอียด บางคนไม่มีความอดทนพอก็จะรู้สึกเบื่อและเลิกไป หรืออย่างนักเรียนในโรงเรียนพอเรียนจบคอร์สไปแล้ว ก็ไม่มีใครไปต่อยอด เพราะศิลปะเป็นเรื่องยากสำหรับคนเข้าไม่ถึง ต้องใจเย็น ใช้เวลา ใช้ความอดทน แต่ศิลปินก็มีคุณประโยชน์หลายอย่าง ทำให้เราไม่หมกมุ่นกับสังคมเสื่อมโทรมภายนอก และเป็นอาชีพอิสระที่ให้เราทำงานอยู่กับบ้านได้”
ครูกิจ ทิ้งท้ายว่า บรรพบุรุษของเราได้เก็บรักษาและถ่ายทอดหนังตะลุงมาเป็นร้อยปี เป็นรอยอารยธรรมของคนไทย เพราะฉะนั้น ทุกคนควรช่วยกันรักษาศิลปะ ประเพณี วัฒนธรรมไว้ โดยเฉพาะหนังตะลุงซึ่งใกล้สูญหาย ลูกหลานไทยจึงควรรักษ์ภาษาถิ่น ภาษาดั้งเดิมของปักษ์ใต้ ให้คงอยู่ในประเทศไทยต่อไป
--------------------
(คอลัมน์ มองมุมใหม่ : 35 ปี โลดแล่นหนังตะลุง สืบสานคุณค่าสู่คนรุ่นหลัง)



