
'วิกฤติแรงงาน'ใน'ภาคธุรกิจก่อสร้าง'
'วิกฤติแรงงาน'ใน'ภาคธุรกิจก่อสร้าง' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล
“ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “ภาคธุรกิจก่อสร้าง” ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเข้า “ขั้นวิกฤติ” ถ้าหากยังไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ปล่อยปละละเลยแบบที่เป็นอยู่ จนเนิ่นนานไปก็อาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมเกิด “อัมพาต” ทั้งระบบได้ และทำให้ความสามารถในการแข่งขันของ “ไทย” ลดลงจนไม่สามารถต่อสู้กับต่างชาติได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการเปิดเสรี “อาเซียน” ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ครับ คงต้องยอมรับความจริงที่ขมขื่น ว่าประเทศของเรากำลังตกอยู่ในสภาวะการขาดแคลนแรงงานภายในประเทศอย่างรุนแรง จนทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประมง, การผลิตสินค้า ประเภทโรงงานต่างๆ รวมถึงการก่อสร้างตกอยู่ใน “สภาวะวิกฤติ” กันไปทั่วถ้วนหน้า มีการประมาณการอย่างคร่าวๆ ว่า ในปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวไม่ว่าจะเป็น “พม่า” “มอญ” “เขมร” “ลาว” ฯลฯ เข้าๆ ออกๆ หมุนเวียนอยู่ในระบบไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน เฉพาะใน “ภาคธุรกิจก่อสร้าง” ก็มีแรงงานต่างด้าวอยู่ราว 2-3 ล้านคน
นอกจากนั้น ยังส่งผลกระทบเป็น “ลูกโซ่” ต่อปัญหาความมั่นคง ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินและยังลามถึงปัญหาสาธารณสุขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีการประเมินกันว่าหากเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราปัจจุบัน จะทำให้มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 1 ล้านคน (ในขณะที่อัตราการเจริญเติบโตของประชากรในประเทศเพียงปีละ 0.7 เปอร์เซ็นต์ โดยประมาณ) คิดคร่าวๆ ก็คือ แต่ละปีมีการขาดแคลนแรงงานอย่างน้อย 5 แสนอัตราในทุกปีนับจากนี้ครับ
สำหรับผมแล้วขอฟันธงว่า “วิกฤติแรงงาน” เป็นปัญหาที่จัดได้ว่าเป็น “วาระแห่งชาติ” ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “ภาคธุรกิจก่อสร้าง” ที่ต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีการทดแทนด้วยเครื่องจักรบ้างในบางส่วน และทดแทนด้วยระบบการ “ก่อสร้างสำเร็จรูป” (PRE-FABRICATION) บ้างในบางส่วน แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องเสร็จงานลงด้วยมือคนเสมอครับ ในความเห็นของผมคงจะต้องจัดระบบระเบียบของการจัดการแรงงานเสียใหม่ ซึ่ง “วิกฤติแรงงาน” ที่กำลังเผชิญหน้าในปัจจุบันก็ถูกซ้ำเติมให้เลวร้ายลงไปอีก จากบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 10 หน่วยงาน ได้อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายหาประโยชน์ใส่ตัว (ถึงขนาดบางพื้นที่มีการจัดเก็บค่าคุ้มครองเป็นรายเดือนกันเลยทีเดียว) ก็ขอวิงวอนไปสู่ทุกท่านที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กระทรวงแรงงาน” คงต้องเพิ่มภาระงานขึ้นอีกจากดูแลแรงงานไทยก็คงต้องขยายไปดูแลแรงงานต่างชาติ เพราะมิฉะนั้นแล้วหากขาดแคลนซึ่งแรงงาน (ไม่ว่าไทยหรือต่างชาติ) อุตสาหกรรมในทุกๆ ภาคส่วนของประเทศก็คงจะขยายตัวไม่ได้ นี่ยังไม่นับแรงงานประเภทที่มีฝีมือ (SKILLED LABOUR) นะครับ ซึ่งจะหาฝีมือดีๆ นับวันก็จะหายากพอๆ กับงมเข็มในมหาสมุทรเลยทีเดียว หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็เตรียมตัวเตรียมใจที่จะได้เห็นบรรดาแรงงานต่างด้าวที่มีฝีมือ อีกทั้งยังพูดได้คล่องแคล่วอย่างน้อย 2 ภาษา เช่น “สิงคโปร์” “มาเลเซีย” “พม่า” ฯลฯ เข้ามาแย่งงานคนไทยจนเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด
ทางออกที่ผมพอจะเห็นคือการจัด “โควตา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานต่างชาติ (แบบที่เคยส่งแรงงานไทยไป “ไต้หวัน” หรือบรรดาประเทศตะวันออกกลาง) ซึ่งเป็นเสมือนการจัดระบบระเบียบแรงงานกันเสียใหม่ว่าในแต่ละปีต้องการแรงงานกี่แสนกี่ล้านอัตราในพื้นที่ใดบ้าง เป็นแรงงานประเภทใดบ้าง (ทั้งประเภทไม่มีฝีมือและมีฝีมือ) นอกจากจะเป็นการลดบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐที่ฉ้อฉลและบรรดาเครือข่ายนายหน้าค้าแรงงานมนุษย์แล้ว ก็จะได้แรงงานที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการ ทำให้เหมือนกับที่สมัยเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วที่เราฝึก “แรงงานไทย” ให้มีทั้งฝีมือและคุณภาพเพื่อส่งออกไปตาม “โควตา” ต่างๆ ที่ได้รับออเดอร์มาจากต่างประเทศ ในยามนี้กระแสน้ำไหลย้อนกลับแล้วครับ ประเทศเรากลับต้องการแรงงานเป็นอย่างยิ่งจนถึงขั้นตกอยู่ใน “สภาวะวิกฤติ” ดังนั้น “รัฐ” ต้องห้ามมองข้ามปัญหาอันเป็น “วาระแห่งชาติ” นี้เป็นอันขาด ต้องเร่งมือแก้เดี๋ยวแย่จะแก้ไม่ทัน นอกจากนั้นก็ต้องฝากถึง “กระทรวงศึกษาธิการ” ที่ต้องเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา “อาชีวศึกษา” ต้องเดินขนานกับ “อุดมศึกษา” ต้องไม่แบ่งชั้นวรรณะดังเช่นที่เป็นมา เพราะในชีวิตจริงใน “ภาคธุรกิจก่อสร้าง” บรรดาผู้จบการศึกษาในระดับ “อาชีวะ” นี่แหละครับมีฝีไม้ลายมือไม่ได้ด้อยไปกว่าระดับ “ปริญญาตรี” อีกทั้งยังเป็น “ตัวจริงเสียงจริง” ในการควบคุมการก่อสร้าง ในหลายประเทศที่เจริญแล้ว เช่น “เยอรมนี” การศึกษาในระดับ “อาชีวะ” เผลอๆ มีศักดิ์ศรีเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำเพราะถูกฝึกตรงมากับสายงาน เรียนจบแล้วสามารถตอบสนองความต้องการในตลาดแรงงานได้จริง อีกทั้งยังไม่เป็นเจ้าทฤษฎี สามารถลงมือปฏิบัติได้จริง
ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ อยากเตือนสติว่าเวลาใกล้หมดเต็มทีแล้วครับ เพราะอีกไม่กี่ปีก็เปิด “เสรีอาเซียน” อยากให้บรรดา “นักการเมือง” หยุดเล่น “การเมือง” หันมาสนใจ “การบ้าน” เข้ามาแก้ปัญหาที่หมักหมมทับถมกันมานานโดยเฉพาะ “วิกฤติแรงงาน” ใน “ภาคธุรกิจก่อสร้าง” อย่างเอาจริงเอาจังให้เป็น “วาระแห่งชาติ” กันเสียทีครับ
.......................................
(หมายเหตุ 'วิกฤติแรงงาน'ใน'ภาคธุรกิจก่อสร้าง' : คอลัมน์ คลินิคคนรักบ้าน โดย... ดร.ภัทรพล)



