ไลฟ์สไตล์

ครูอภินันต์ หมัดหลี ครูชาวสวนผู้พลิกผืนป่า

ครูอภินันต์ หมัดหลี ครูชาวสวนผู้พลิกผืนป่า

31 ก.ค. 2555

ครูอภินันต์ หมัดหลี ครูชาวสวนผู้พลิกผืนป่า วิถีชีวิตแบบพอเพียง

           "ก่อนที่ครูจะมีความรู้เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ดูแลรักษาต้นน้ำ ป่าไม้นั้น ครูเคยเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลแสง สี เสียง วัตถุนิยมในเมือง รักความสะดวกสบาย ดิ้นรนสู่เมืองหลวง ทำงานหาเงินหาวัตถุนิยมที่ครูหลงชื่นชม แต่พิษเศรษฐกิจทำให้ครอบครัว ภรรยา ลูก อยู่อย่างลำบากมากขึ้น แม้ทำงานได้มากแต่กลับไม่มีเงินเก็บติดตัว ผิดกลับป๊ะหลัน พ่อของครู ที่เป็นเพียงเกษตรกร ปลูกต้นไม้ ทำสวนยาง แต่กลับมีชีวิตสุขสบาย ไม่ต้องดิ้นรน มีรายได้น้อยแต่กลับมีเงินเก็บมาก ทำให้ครูได้เห็นวิถีชีวิตของพวกท่าน จึงตัดสินใจกลับบ้าน กลับมาอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับสวนที่อยู่มาตั้งแต่เด็กๆ"

            คำบอกเล่าข้างต้น เป็นจุดริเริ่มของ ครูอภินันต์ หมัดหลี ครูภูมิปัญญาไทย ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (การจัดการสิ่งแวดล้อมภาคประชาชน) ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ที่ได้เป็นเกษตรกรชาวสวน ตามรอยของปะหลัน ผู้ให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการใช้ชีวิตอยู่กับสัตว์ป่า ธรรมชาติ และป่าไม้

           ครูอภินันต์ เล่าว่า จริงๆ แล้วได้เรียนรู้การใช้ชีวิตบนพื้นฐานของธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้ แหล่งน้ำ พื้นที่ดินทำมาหากิน และสังคมของสัตว์ป่ากับธรรมชาติที่งดงามรอบตัวมาตั้งแต่เด็กจาก ป๊ะหลัน และผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ครูเหมือนเด็กวัยรุ่นที่ชอบอยู่ในเมืองมากกว่าป่า จนทำให้หลงลืมไปว่า ผืนป่า พื้นที่ทำมาหากินของเรานั้นมีคุณค่ามากขนาดไหน

            ตอนแรกๆ ที่กลับมาบ้าน มาเป็นเกษตรกร ตอนนั้นไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเกษตร แต่โชคดีที่ได้ ป๊ะหลัน เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ ทุกวันหลังจากช่วยป๊ะหลันทำสวน ครูจะเดินเข้าไปในป่า และนำต้นไม้ ใบหญ้าต่างๆ กลับมาถามป๊ะหลันว่าต้นอะไร และใช้ทำอะไรได้บ้าง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเรียนรู้ว่า ต้นไม้แต่ละชนิดเหมาะกับสภาพดิน อากาศแบบใด และที่สำคัญ การปลูกต้นไม้ต้องเข้าใจเกี่ยวกับธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ด้วย"

            ป๊ะหลัน สอนให้ปลูกต้นไม้โดยอาศัยธาตุทั้ง 4 โดยใน 1 หลุมจะปลูกต้นไม้ 3 ชนิด หรือ 3 ต้นไว้ด้วยกัน ซึ่งเมื่อได้ทดลองเรียนรู้การเกษตรแบบฉบับป๊ะหลัน ผลที่เกิดขึ้นคือ ช่วยรักษาป่าต้นน้ำ และพื้นที่เดียวสามารถปลูกต้นไม้ได้หลายชนิด ครูอภินันต์อยากนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้ผู้อื่น จึงศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกษตรธาตุ 4 มากขึ้น จนทำให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเกษตรธาตุ 4 โดยใช้กระบวนการกลุ่มขับเคลื่อนการเรียนรู้สังคมพืช 12 ชั้น ต่อยอดจากเกษตรธาตุ 4 เพื่อการจัดการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเขาพระ เป็นผู้นำกลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ป่าต้นน้ำที่เข้มแข็ง เป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้เรื่องการจัดการป่าแบบมีส่วนร่วม

           ครูอภินันต์ เล่าต่อว่า ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี ได้ผันตัวมาเป็นเกษตรกรและใช้ชีวิตอยู่กับผืนป่า แม้รายได้ไม่มาก แต่ความเป็นอยู่ วิถีชีวิต ความสงบ ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ เสียงนกร้อง สัตว์ป่า ลำธาร และกลิ่นอายของผืนดินผืนป่า เป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขมากกว่าตอนทำงานได้เงินมากๆ ยิ่งได้นำความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติ เกษตรธาตุ 4, การจัดการสังคมพืช 12 ชั้น ที่เน้นประโยชน์ 5 ด้าน ได้แก่ อาหาร สมุนไพร ที่อยู่อาศัย การใช้สอย และพลังงาน นำไปเผยแพร่แก่ชุมชนและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน อบรมให้แก่คนที่สนใจ หล่อหลอมจิตใจเป็นวิธีการเพื่อขับเคลื่อนผลักดันทำกิจกรรมด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น เขตอภัยทาน ฝายชะลอน้ำ ปลูกป่าชำกล้าไม้ เป็นต้น
"การที่ครูได้เป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ แหล่งที่ทำมาหากินของบรรพบุรุษ โดยเน้นการไม่ทำลายระบบนิเวศ ใช้ภูมิปัญญาในการหาของป่า เคารพกฎกติกาโดยการนำหลักศาสนา คำสอน ความศรัทธา ความซื่อสัตย์ ยึดถือหลักปฏิบัติ และนำภูมิปัญญาถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นหลัง โดยเฉพาะการอนุรักษ์ดูแลผืนป่า สัตว์ป่า นับวันสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติจะถูกทำลายไปมาก ทั้งที่ระบบนิเวศธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เป็นทรัพยากรที่ให้คุณแก่มนุษย์อย่างมาก แต่หากทุกคนบนโลกยังนึกถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน ไม่ช่วยกันดูแลรักษา วันหนึ่งความสวยงามธรรมชาติ อากาศที่บริสุทธิ์ สัตว์น้อยใหญ่ เพื่อนร่วมโลกของเราคงจะหายไป"